ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กรกฎาคม 23, 2014, 10:40:59
94,124 กระทู้ ใน 7,697 หัวข้อ โดย 9,135 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: bikehummer2
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  ระเบียงรมณีย์  |  รักษาความดัน 180/130 โดยวิธีธรรมชาติ ตอนนี้ความดันอยู่ที่ 120/90 0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: รักษาความดัน 180/130 โดยวิธีธรรมชาติ ตอนนี้ความดันอยู่ที่ 120/90  (อ่าน 29551 ครั้ง)
samatlo
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« เมื่อ: มิถุนายน 22, 2011, 14:40:27 »


ช่วงปี 2552 ความดันผมสูงมาก 180/130 มีอาการเวียนหัว เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นแรง กินยาที่หมอให้ก็ไม่หาย หมอบอกว่าเป็นโรคติดต่อทางกรรมพันธ์(พ่อเป็นความดันสูง) แถมหมอบอกว่าต้องกินยาตลอดชีวิต

ผมก้พยายามหาแพทย์ทางเลือกคือไปฝังเข็ม ความดันก็ลดลงมาบ้าง แต่ก็ต้องไปฝังเข็มทุก 2 เดือน เอายาจีนมาต้มกินทุกวัน  วันสิ้นปีของปี 2552 ผมพบว่าตัวเองเป็นริดสีดวงทวาร ถ่ายออกมาเป็นเลือดแดงสด ผมตกใจมากครับ

จากนั้นผมก้เริ่มถามเพื่อนๆที่ทำงาน ปรากฏว่า แต่ละคนไปผ่าตัด บางคน 3-4 ครั้ง แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะหาย  ผมคิดว่าน่าจะมีวิธีอื่นที่หายถาวร
ผมเริ่มหาในอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีคนชื่อ หมอเขียว ใช้ใบย่านางขยี้แล้วกินนํ้าก่อนอาหาร ผมก็ทำตามครับ เป็นเวลา 3 วัน ผมก็ตรวจสอบอีก ปรากฏว่า ริดสีดวงหายไปแล้วครับ

ผมก็เริ่มสนใจว่า หมอเขียวคนนี้คือใคร  ปรากฏว่า หมอเขียวท่านนี้รักษาคนที่เป็นความดันสูง มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โดยไม่คิดค่ารักษาใดๆ แล้วท่านเป็นอบรมค่ายสุขภาพที่ มุกดาหาร  ผมก็ไม่รอช้ครับ ศึกษาเส้นทาง แล้วก็จับ บขส ไปเลยครับ (ตอนนั้น ความดันก็ยังสูงอยู่ครับ) ไปกินนอนที่ค่ายสุขภาพ อยู่ 7 วัน กลับมาวัดความดัน ไม่น่าเชื่อครับ ความดันผมอยู่เตียเลียดินครับ 105/80  ผมดีใจมากครับ

ทำให้ความเชื่อที่หมอเคยบอกว่า ความดันสูงถ่ายทอดทางกรรมพันธ์ เริ่มถูกพิสูจน์แล้ว ว่า ไม่จริงครับ  จริงๆแล้วถูกถ่ายพฤติกรรมการกินมากกว่าครับ
พ่อเป็นความดัน เมื่อลูกกินเหมือนพ่อ ก็ต้องเป็นเหมือนพ่อ
ผมพิสูจน์แล้วว่าหมอแผนปัจจุบันก็ใช่ว่าจะรู้เรื่องเท่าไหร่ อุสาห์ หมดเงินไปหลายแสน มาหายตรงปรับวิธ ภูเขาบังเส้นผมครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2011, 16:57:44 »



ข้อความโดย: samatlo
อ้างถึง
ใช้ใบย่านางขยี้แล้วกินนํ้าก่อนอาหาร ผมก็ทำตามครับ เป็นเวลา 3 วัน ผมก็ตรวจสอบอีก ปรากฏว่า ริดสีดวงหายไปแล้วครับ






ใบย่านางนี่เคยได้ยินสรรพคุณมานานว่ารักษาโรคได้ดี
เมื่อหลายปีก่อนญาติป้าเสลาเป็นความดันสูงก็มีผู้แนะนำให้ใช้ใบย่านางมาต้มกินน้ำเหมือนกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิมมี่
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 208


« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2011, 17:27:22 »



แฟนผมเป็น ความดัน เหมือนท่านบอก

จะได้ลอก ข้อความ ไว้ถามหา

ต้นย่านาง มีผู้ รู้ให้มา

ก็คิดว่า จะต้มน้ำ ทำประจำ

-------------------
ขอขอบพระคุณครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
samatlo
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2011, 11:44:50 »


การกินย่านาง เพื่อรักษาโรค ไม่ควรเอาไปต้มนะครับ เอามาขยี้กับนํ้า หรือปั่นกับนํ้าก็ได้ครับ  ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิมมี่
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 208


« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2011, 12:48:18 »


ขออภัย  กลอนพาไป-- ขอขอบพระคุณ ที่ช่วยแก้ไขให้ ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bobo
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,322



« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2011, 22:07:24 »


ผมเอาใบย่านางไปปั่นใส่ตู้เย็นไว้ ดื่มวันแรกๆ วิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน ปกติก็ธาตุอ่อนอยู่แล้ว

ก็ไปหามาปลูกกับเขาบ้าง ปลูกเป็นเดือนแล้ว เพิ่งแตกใบอ่อนๆ มาสองสามใบ  เมื่อไหร่จะได้กินหว่า

ตลาดสดแถวบ้านเขามีขายเป็นมัด มัดละเจ็ดบาท

คนเป็นความดันต้องระวังอย่าให้ท้องผูก ย่านางคงทำให้ระบายท้อง

มีญาติเป็นความดันกินยาหมอ รพ.แถวสุขมวิท กินทีเป็นกำๆ แต่สุดท้ายก็ไม่เหลือฮะ

เพราะแกมักท้องผูกเป็นประจำ ตอนหลังก็เลยเส้นเลือดในสมองแตก ทุกวันนี้ก็ยังไม่หายเลย

เห็นใครท้องผูกไม่ขับไม่ถ่าย ผมกลัวทุกที เจอใครก็ต้องบอก ขี้ไม่ออกเดี๋ยวตายนะ

หมอเขียวก็พอรู้จักอยู่บ้าง ถ้าใครอยากเจอตัวเป็นๆ ในกรุงเทพคงต้องไปถามหาแถวมัฆวานฯ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2011, 23:01:44 »





ป้าเสลาได้กินใบย่านางบ่อยไม่น้อย
เพราะที่บ้าน เด็กชอบซื้อหน่อไม้มาแกงใส่ใบย่านาง


มีเกร็ดบอกเล่าว่าทำไมแกงหน่อไม้จึงต้องใส่ใบย่านาง

ถ้าต้มหน่อไม้ ไม่ใส่ใบย่านาง หากจะให้หน่อไม้ลด หรือคลายความขม
จะต้องเปลี่ยนน้ำต้มหลายครั้ง คือไม่ น้อยกว่าสามสี่ครั้ง

แต่ถ้าใส่ใบย่านางเพียงสามสี่ใบลงไปในหม้อต้มหน่อไม้ตั้งแต่เริ่มต้น
ต้มน้ำแรก พอน้ำเดือด หน่อไม้ก็หายขมแล้ว นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน

และอีกประการหนึ่ง
“เป็นที่น่าสังเกตว่าคนอีสานไม่มีข้อห้ามในการกินหน่อไม้กับคนที่สูงอายุ
ซึ่งแตกต่างจากทางภาคอื่น ๆที่ จะระมัดระวังในการบริโภคหน่อไม้เมื่อมีอายุมากขึ้น

ด้วยความเชื่อกันว่าหน่อไม้มีผลทำให้ปวดข้อ
แต่คนอีสานมีวัฒนธรรมการกินหน่อไม้คู่กับใบย่านางเสมอ
จึงไม่มีปัญหาเหมือนการกินหน่อไม้ของคนภาคอื่น ๆ”
(ฐานข้อมูลสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวท)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
loong-sawasdee
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 317



« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2011, 07:25:56 »


ขอร่วมแจมในฐานะคนมีโรคาด้วยคน ลุงก็เป็นคนความดันโลหิตสูงเหมือนกัน ครั้งสุดท้ายที่วัดมา 165/77 ก็สูงน่าดู รับการรักษามาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้วก็ยังไม่หยุด ต้องไปพบหมอทุก 2 เดือน และกินยาทุกวัน ๆ 4 เม็ด เช้า 3 เย็น 1 หลายคนว่าโรคนี้ถ้าใครเป็นแล้วก็ต้องกินยาตลอดชีวิต หยุดไม่ได้ ยาที่หมอให้กินมีอาการขับปัสสาวะและมีอาการง่วงเหงาหาวนอน

เห็นทีจะขอพึ่งใบย่านางบ้างแล้วครับ ขอขอบคุณท่านเจ้าของกระทู้และคุณป้าเสลาที่นำมาเผยแพร่ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

The old man who loves all art
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2011, 09:18:07 »




ความดันโลหิตสูง

ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต
เพราะความดันโลหิตจะเป็นแรงผลักดันให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย
ดังนั้นทุกคนควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิต
และรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ
เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดหลอดแข็งและตีบ

เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดง
ทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด
หัวใจคนเราเต้น 60-80 ครั้ง
ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว

ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลา
ขึ้นกับท่าทาง ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ
แต่ไม่ควรเกิน 140/90
หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต

โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง
ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต

โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือน
ดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

ความดันโลหิตแค่ไหนจึงเป็นโรคความดันโลหิตสูง
เมื่อตรวจร่างกายแล้วว่าความดันโลหิตสูงต้องรับประทานยาทันทีหรือไม่

เมื่อท่านตรวจพบความดันโลหิตสูงถ้าไม่สูงมากอาจจะไม่จำเป็นต้องรับประทานยา
แต่หากสูงมากก็จำเป็นต้องรับประทานยา


ตารางข้างล่างจะเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย




สาเหตุของความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่านใหญ่ไม่ทราบสาเหตุเรียก primary หรือ essential hypertension 
เราสามารถควบคุมความดันโลหิตได้แต่รักษาไม่หาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องป้องกัน

ส่วนที่ทราบสาเหตุเรียก secondary hypertension
เช่น เนื้องอกต่อมหมวกไต ยาคุมกำเนิด
หากทราบสาเหตุสามารถรักษาให้หายขาดได้


Primary hypertension
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า essential hypertension
เป็นความดันโลหิตสูงที่พบมากที่สุดกลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
แต่มักจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารเค็ม
อ้วน กรรมพันธุ์ อายุมาก เชื้อชาติ และการขาดการออกกำลังกาย


Secondary hypertension
เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ
พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ

•   โรคไต ผู้ป่วยที่มีหลอดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบทั้งสองข้างมักจะมีความดันโลหิตสูง
•   เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตพบได้สองชนิดคือชนิดที่สร้างฮอร์โมน  hormone aldosterone
ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดต่ำ
อีกชนิดหนึ่งได้แก่เนื้องอกที่สร้างฮอร์โมน catecholamines
เรียกว่าโรค Pheochromocytoma ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับใจสั่น
•   โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ Coarctation of the aorta พบได้น้อย
เกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบบางส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2011, 09:24:20 »



ความดันโลหิตต่ำ

ปกติความดันโลหิตยิ่งต่ำยิ่งดีเพราะเกิดโรคน้อย
แต่หากความดันโลหิตที่ต่ำทำให้เกิดอาการ เวียนศีรษะ
เป็นลมเวลาลุกขึ้นแสดงว่าความดันต่ำไป สาเหตุที่พบได้มีดังนี้
•   ผู้ป่วยที่มีโรคระบบประสาทหรือต่อมไร้ท่อ
•   ผู้ที่นอนป่วยนานไป
•   ผู้ที่เสียน้ำหรือเลือด



ความดันโลหิตสูงในเด็ก
เราไม่ค่อยพบความดันโลหิตสูงในเด็ก
แต่เด็กก็สามารถเป็นความดันโลหิตสูงการค้นพบความดันโลหิตสูงตั้งแต่แรก
จะสามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคไต

ดังนั้นเด็กควรที่จะได้รับการวัดความดันโลหิตเหมือนผู้ใหญ่
สาเหตุก็มีทั้ง primary และ secondary
พบว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวมาก เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิต หรือบางเชื้อชาติ
กลุ่มเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง
แพทย์แนะนำอาหาร และการออกกำลังกาย หากความดันโลหิตไม่ลงจึงให้ยารับประทาน


คนที่เป็นความดันโลหิตสูงสามารถอบ Sauna ได้หรือไม่

คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถอาบน้ำอุ่นหรืออบ Sauna ได้โดยที่ไม่เกิดผลเสีย
ผู้ป่วยที่มีอาการแน่นหน้าอก หรือหายใจหอบควรจะหลีกเลี่ยงการอบ Sauna หรือแช่น้ำร้อน
และไม่ควรที่จะดื่มสุรา นอกจากนั้นไม่ควรอาบน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็น
เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น



ทำไมต้องรักษาความดันโลหิตสูง

เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ
แต่โรคความดันโลหิตสูงสามารถทำให้เกิดโรคแก่ร่างกาย
เช่นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักอาจจะทำให้เกิดโรคหัวใจวาย

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรคอัมพาต
และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดแดงแข็ง
ผู้ที่ไม่ได้รักษาความดันโลหิตสูงจะมีผลดังนี้
•   มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น 3 เท่า
•   มีโอกาสเกิดโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 6 เท่า
•   มีโอกาสเกิดโรคอัมพาตเพิ่มขึ้น 7 เท่า


ขอบคุณข้อมูลจาก Siamhealth.net
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
samatlo
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2011, 10:00:52 »


เรียนลุงและป้าครับ
ก่อนอื่นขออนุญาติลบล้างความเชื่อหน่อยนะครับว่า โรคความดันสูงถ่ายทอดทางกรรมพันธ์ อันนี้ ผมพิสูจน์แล้วว่า ไม่จริงครับ  มันสืบทอดด้านพฤติกรรมในการกินมากกว่าครับ ถ้าเรากินเหมือนพ่อแม่ เราก็จะเป็นโรคเดียวกับพ่อแม่ครับ

ก่อนหน้านี้ผมก็กินยาลดความดันมาตลอดครับ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกินยาใดๆ ความดันปรกติครับ  อย่าลืมนะครรับ ยาจะทำให้เราเป็นโรคตับในระยะต่อไปครับ
เคล็ดลับง่ายๆครับคือ กินอาหารตามลำดับ ดังนี้ครับ กรุณาอ่านช้า เพื่อให้เข้าใจลึกๆนะครับ

1.นํ้าย่านาง
2.ผลไม้ฤทธ์เย็น เช่น แตงโม มังคุด ชมพู่ สัปปะรด มะม่วงเขียวเสวย แก้วมังกร ส้มเช้ง ส้มโอ กล้วยนํ้าว้า  แคนตาลูป
(ห้ามกิน ทุเรียน ส้มเขียวหวาน ขนุน กล้วยไข่กล้วยหอม มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเฟืองมะไฟ เนื้อมะพร้าว)
4.ผักฤทธ์เย็น เช่น ผักกาดขาว ผักสลัด แตงต่าง ถั่วงอก ผักบุ้ง ผักตำลึง ออ่มแซบ ผักหวาน มะระ มะเขือต่างๆ
(ห้ามกิน กระเทียม หัวหอม พริก เครื่องเทศ ขิง ข่า ตะไคร้  กระเพรา โหระพา ใบมะกรูด เครื่องแกง กะทิ )
5.ข้าวพร้อมกับข้าวที่รสจืด หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ทุกชนิด ส่วนใหญ่ผมกิน ส้มตำจีดๆ ก๋วยเตียวนํ้า แกงเลียง(รสจืดไม่ใส่แมงลัก) ต้มจืดเต้าหู้(ไม่ใส่หมู) สุกี้ผัก ก๋วยเตี๋ยวหลอด นํ้าพริกพร้อมผัก(แต่จิ้มนิดเดียว)
6.ถั่วต้มที่สุกแต่ไม่เปื่อย เช่น ถั่วเขียว ถั่วขาว ถั่วโชเล่
7.นํ้าแกง
ช่วงกินข้าวและหลังกินข้าว อย่าดื่มนํ้านะครับ จะดื่มได้ก็หลังอาหาร 1 ชั่วโมง
ผมกินอย่างนี้ทุกมื้อ ความดันก็ลงภายใน 3 วันครับ
รายการไหน สงสัยว่ากินได้ไม่ได้ โทรหาผมก็ได้ครับ ที่ 081-173-0886 ผมชื่อ สามารถ ครับ

ด้วยความเคารพครับ
นายสามารถ ล.สกุล
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #11 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2011, 10:19:56 »




รับประทานอาหารรสจืด(มากๆ)นี่ ทำเฉพาะ ช่วงต้องการลดความดันใช่ไหมคะ

สนใจวิธีแกว่งแขนด้วยค่ะคุณสามารถ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
loong-sawasdee
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 317



« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2011, 10:39:48 »


ด้วยความขอบคุณเป็นอย่างสูงทั้งคุณป้าเสลาและคุณสามารถที่เอาเรื่องนี้มาบอก เป็นวิทยาทานอย่างสูงสุดเลยครับ
ตัวลุงเองนั้นไปไหนก็จะแบกปูนซีเมนต์ไปด้วยครึ่งถุง คือเป็นคนอ้วนน้ำหนัก 80 กิโลกรัม น้ำหนักเกินมาตรฐานไปตั้งเกือบ 25 กิโลกรัม (ปูนหนักถุงละ 50 กิโลรัม)

ส่วนเรื่องกรรมพันธุ์นั้นคงไม่ใช่ เพราะทั้งบิดาและมารดาของลุงก็ไม่มีประวัติ คงจะเนื่องด้วยลุงเป็นคนง่าย ๆ เกินไป คือ อยู่ง่าย กินง่าย ร่างกายจึงอ้วน แต่แม้จะอ้วนแต่ลุงก็ไม่อ่อนแอ ไม่อุ้ยอ้าย สำบุกสำบันและทรหดกับชีวิตโดยไม่ทุกข์ไม่ร้อนเข้มแข็งเสมอ

จากนี้ต่อไปจะใช้เรื่องอาหารตามแนวทางของคุณสามารถแนะนำมาครับ ขอคุณอีกครั้งนะครับ เป็นบุญอย่างสูงสุดครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

The old man who loves all art
samatlo
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2011, 13:27:40 »


คุณลุงคุณป้าครับ
การกินอาหารจืดแบบนี้ ทำให้นํ้าหนักลดลงอย่างมากครับ อย่างผมตอนนั้นหนัก 69 กก พอมากินแบบนี้ 3 สัปดาห์ นํ้าหนักผมเหลือ 63 กก ครับ  และจะทำให้แก้โรคหลายโรคดังนี้ครับ
          -มะเร็งและเนื้องอก
          -เบาหวาน
          -ความดันสูง
          -โรคหัวใจ
          -โรคภูมิแพ้
          -โรคระบบประสาท
          -ระบบทางเดินอาหาร
          -ระบบปัสสวะ
ยกเว้น การนอนไม่หลับ การนอนไม่หลับนี้ต้องรักษาด้วยวิธีการแกว่งแขนสัก 1,000 ครั้งก็จะหลับได้สนิมเหมือนโดนน็อค

คุณป้า ลองเข้า กูเกิล แล้ว คีย์ชื่อผม  "สามารถ ล.สกุล"  คุณป้าจะเจอบทความที่ผมเขียนไว้หลายปีก่อนครับ
มีอะไรถามได้นะครับ ผมยินดีเสมอครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bobo
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,322



« ตอบ #14 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2011, 23:30:47 »


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=H23oT9sjJ7c" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=H23oT9sjJ7c</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=dVDekjchTkI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=dVDekjchTkI</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=ndPZEJ6VVZM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=ndPZEJ6VVZM</a>
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
samatlo
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 25, 2011, 18:48:31 »


คุณ bobo ถูกต้องครับ คือการรักษาสภาพร่างกายให้สมดุล ไม่ร้อนเกิน เพราะโรคความดันและมะเร็งมาจากเหตุร่างกายร้อนเกินเป็นหลักใหญ่ครับ
และคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นครับ นี่คือปัญหาใหญ่ระดับชาติครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bobo
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,322



« ตอบ #16 เมื่อ: มิถุนายน 25, 2011, 21:16:33 »


นำมาฝาก.. เว็บหมอเขียว

http://morkeaw.com/blog/

ชื่อจริง ใจเพชร กล้าจน ถูกโหวตชื่อให้รับรางวัลสาขา คนต้นเรื่องแห่งปี
จากการชนะคะแนนจากการโหวตจากผู้ชมทางบ้าน  ในงานประกาศรางวัลของคนค้นอวอร์ดนี้ด้วย
โดยรางวัลนี้จะเป็นรางวัลพิเศษและแตกต่างจากรางวัลตรงที่จะตัดสินคะแนนรางวัลผลโหวต
จากท่านผู้ชมทางบ้านร่วมให้คะแนนจากทาง sms ไปรษณียบัตร และ ทางเว็บไซต์

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bobo
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,322



« ตอบ #17 เมื่อ: มิถุนายน 25, 2011, 21:29:18 »


เรียนรู้ภาวะไม่สมดุลของร่างกาย





เมื่อมีภาวะไม่สมดุลของร่างกาย จะก่อให้เกิดความไม่สบายกายในอาการต่างๆ นานเข้าก็จะก่อให้เกิดป็นโรคโดยเฉียบพลัน หรือเรื้อรังได้ ในแง่ของการแพทย์แผนปัจจุบัน จะแบ่งโรคออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ โรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ซึ่งจะเกิดตามระบบอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ถ้าในแง่ของการแพทย์แผนไทยจะเด่นในการวิเคราะห์ความไม่สมดุลในลักษณะส่วนประกอบของร่างกาย ได้แก่ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
ที่พิการไปในลักษณะกำเริบ(เกิน) หรือหย่อน(ขาด-พร่อง) ส่วนในแง่แพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะแพทย์แผนจีนและธรรมชาติบำบัดแนวแมคโครไบโอติก จะเด่นในการวิเคราะห์ความไม่สมดุลของร่างกายออกเป็นกลุ่มร้อน(หยาง)และเย็น(หยิน)

ภาวะร่างกายไม่สมดุลแบบร้อนเกิน

เมื่อร่างกายไม่สมดุลแบบร้อนเกิน ร่างกายจะระบายไปตามจุดต่างๆ เพื่อเฉลี่ยความร้อนและระบายออกจากร่างกายตามเส้นทางต่างๆ จุดใดที่อ่อนแอหรือทนพิษความร้อนได้น้อยจะแสดงออกมา ซึ่งหลายคนอาจมีอาการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างอย่างร่วมกันก็ได้

อาการของร่างกายมีภาวะร้อนเกิน(ไฟกำเริบหรือธาตุหยางเกิน) มีลักษณะดังต่อไปนี้

1.หน้าแดง ตาแห้ง ไม่ค่อยมีขี้ตา
2.มีสิวฝ้าขึ้น
3.มีแผลในช่องปากด้านล่าง
4.ปากคอแห้ง
5.รูขุมขนขยาย
6.ไข้ขึ้นปวดหัวตัวร้อน
7.บริเวณท้องแขนด้านใน น่อง หน้าแข้ง เส้นเลือดจะขยายตัวใหญ่ มีเส้นเลือดขอดตามจุดต่างๆ
8.ปวดบวมตามท้อง ตามร่างกาย หรือตามข้อ
9.กล้ามเนื้อเกร็งค้าง กดเจ็บ
10.ผิวหนังผิดปกติคล้ายรอยไหม้
11.มักจะตกกระเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลตามร่างกาย
12.อุจจาระแข็งเป็นก้อนเหมือนขี้แพะ
13.ปัสสาวะมีปริมาณน้อยและมีสีเข้ม
14.บางครั้งจะมีอาการท้องอืด
15.ผิวหนังจะเป็นผื่นหรือปื่นแดงคัน
16.ถ้าเป็นมากๆจะเป็นงูสวัด
17.หายใจร้อนเสมหะเหนียวข้น
18.เวลาขึ้นรถ ลงเรือ เดินทางไกล น้ำมูกมักเป็นแผ่นแห้ง
19.มีเลือดกำเดาออก
20.มักง่วงนอนหลังกินข้าวอิ่มใหม่
21.บางคนเป็นมากจะยกแขนขึ้นไม่สุด
22.เล็บมือเล็บเท้ามีลัษณะขวางสั้น บางคนมีเล็บสีน้ำตาลหรือดำคล้ำ
23.มีอาการหน้ามืดเป็นลม
24.ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน
25.อ่อนล้า อ่อนเพลีย
26.รู้สึกร้อนแต่เหงื่อไม่ออก
27.เจ็บปลายลิ้น ซึ่งแสดงว่าหัวใจร้อนมากแล้ว
28.เจ็บคอ เสียงแหบ
29.หิวมาก หิวบ่อย กินเท่าไหร่ไม่อ้วน
30.กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
31.สะอึก
32.ปวดท้อง
33.ส้นเท้าแตก
34.เกิดอาการชักถ้าร้อนเกินไป
35.โรคที่เกิดจากภาวะร้อนเกินไป เช่น โรคหัวใจ เป็นหวัดร้อน หลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ

สาเหตุของภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน
1.เครียด
2.อดหลับอดนอน
3.อดอาหาร
4.เร่งร้อน เร่งรีบ
5.มักทำงานเกินกำลังบ่อยๆ
6.มักทำงานให้เสร็จก่อนถึงจะยอมดื่มน้ำ
7.มักกลั้นปัสสาวะ อุจจาระ
8.มักทำงานที่ต้องงอมือ
9.นั่งรถเดินทางบ่อยๆ
10.มักกำมือแน่นตลอด
11.มักมีกิจกรรมหรือการงานที่ตนต้องพูดมาก
12.กลุ่มที่ทำงานใช้สมองมาก
13.หงุดหงิดโมโหบ่อย
14.มักกินของที่มีฤทธิ์ร้อนมากๆบ่อยๆ
14.1.กลุ่มคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวเหนียว ข้าวกล้องสีแดง-ดำ ข้าวอาร์ซี เผือก มัน
14.2.กลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ เห็นโคน เห็ดก่อ
14.3.กลุ่มไขมัน ได้แก่อาหารที่มีรสมันทุกชนิด
14.4.กลุ่มผัก ได้แก่ ผักที่มีรสเผ็ด
14.5.กลุ่มผลไม้ เช่น ฝรั่ง ทุเรียน เงาะ ลำไย
14.6.กลุ่มที่มีรสเค็มจัด เผ็ดจัด
14.7.สัตว์หรือพืชที่ใช้สารเคมี
14.8.คนที่มักกินสมุนไพรหรือยาบำรุงเลือด
14.9.คนที่กินเหล้า เบียร์ ไวน์ สูบบุหรี่ เสพย์สิ่งเสพติด และของหมักดอง
14.10.คนที่กินกาแฟ น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำร้อนจัด น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด
15.คนที่ใช้กำลังกายมากในขณะที่ลมปราณล็อค
16.ภาวะเย็นถึงที่สุดและตีกลับเป็นร้อน


วิธีการแก้ไขภาวะไม่สมดุลของร่างกายแบบร้อนเกิน

1.ตื่นนอนตอนเช้าให้ดื่มน้ำมากๆ
2.ใช้น้ำมะนาว 3 หยด ใส่น้ำ 1 แก้ว อมไว้ประมาณ 1-3 นาที แล้วบ้วนทิ้ง ทำอย่างนี้จนน้ำหมดหนึ่งแก้ว เป็นวิธีถอนพิษร้อนจากลิ้น
3.ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ในช่วงเวลา 9.00-14.00 น. ให้เอาน้ำย่านาง 5-20 ใบ (ธาตุลมหรือไฟใช้ 5-10 ใบ ส่วนน้ำหรือดินใช้ 10-20 ใบ) หรือพืชอะไรก็ได้ที่มีฤทธิ์เย็น
4.อาบน้ำเย็นธรรมดาหรือน้ำสมุนไพร ในตอนเที่ยงและตอนเย็น น้ำสมุนไพรทำได้โดย นำมะขาม1 กำมือ ตะไคร้ทุกส่วนหนึ่งต้น ต้มใส่น้ำประมาณ 3-5 ขัน ต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที ผสมน้ำอุ่นจัดพอทนได้สบาย
4.ถ้าตื่นมาปัสสาวะกลางคืน ประมาณช่วง เที่ยงคืนถึงตี 2 ให้ดื่มน้ำมากๆ เพราะการดื่มน้ำช่วงนี้จะช่วยถอนพิษร้อน
5.ทาขี้ผึ้งฤทธิ์เย็น เช่น น้ำมันเหลือง วิค พิมเสนน้ำ ตรงที่ปวดร้อน ยกเว้นที่ตา
6.ใช้สมุนไพรถอนพิษร้อน เช่น ลูกใต้ใบ บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจร





แบ่งแยกธาตุตามเดือนเกิด
ธาตุไฟ (ม.ค.-มี.ค.)
ธาตุไฟผสมลม (มี.ค.-เม.ย.)
ธาตุลม (เม.ย.- มิ.ย.)
ธาตุลมผสมน้ำ (มิ.ย.-ก.ค.)
ธาตุน้ำ(ก.ค.-ก.ย.)
ธาตุดิน(ต.ค.-ธ.ค.)
ธาตุดินผสมไฟ(ธ.ค.-ม.ค.)







สนใจอ่านเพิ่มเติมที่ หนังสือ ถอดรหัสสุขภาพ เล่ม 1 ร้อน-เย็น ไม่สมดุล โดย หมอเขียว

http://www.mannature.com/view.asp?ID=62
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
samatlo
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #18 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2011, 09:05:24 »


ทุกอย่างในโลกนี้ ถ้ามากไปก็เป็นโทษครับ เช่นเดียวกับย่านาง ถ้าเราดื่มไปสักพัก จะรู้สึกว่าเท้าเย็นมือเย็น ก็ให้หยุด เพราะว่าสภาวะร่างกายเริ่มเย็นเกินไป ไม่สมดุลแล้วครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nattasan
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1



เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2013, 15:22:56 »


ขอบคุณมากนะครับสำหรับความรู้ดีๆครับ  smile

ผมเป็นคนนึงที่มีภาวะความดันสูงแต่เด็กครับประมาณ 130-150/80-95 ขึ้นๆลงๆครับ

ผมอยากทราบว่าน้ำหญ้านางนี่ทำยังไงครับ เอาใบมาต้มดื่มได้เลยหรือยังไงครับ

ขอบคุณครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
James
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 81


« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2013, 16:25:18 »


อยากแนะนำให้กินยาแผนปัจจุบันดีกว่าครับ ค่ายาก็ไม่ได้แพงมากอะไร การรักษาด้วยตนเองหรือเอาตัวเองไปลองยาไม่น่าจะได้ผล ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง เขาลองผิดลองถูกกันมานานมากจนได้ข้อสรุปโดยปราศจากข้อสงสัยแล้ว การปฏิเสธหรือปล่อยให้ความดันสูงก็เท่ากับปล่อยให้ชีวิตตนเองอยู่ในความเสี่ยง เส้นโลหิตในสมองแตก ไตวาย หัวใจโต หัวใจวายในระยะยาว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal