อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา เมื่อมองย้อนกลับไป
ทุกคนรับรู้ว่าคือวิกฤตคือโศกนาฏกรรม
แต่ว่าขณะเดียวกันมันคือโอกาสที่ญี่ปุ่นจะทำให้คนทั้งโลกเห็นว่า
เขาอยู่กันได้นะ เขามีการแก้ปัญหา วางแผนการป้องกันไว้แล้ว
เมื่อเกิดปัญหาเขาไม่มีความตระหนกตกใจ
เช่นเดียวกับมุมมองของ
ติ๊ก-กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ ดาราสาวและพิธีกรรายเซย์ไฮ
ในฐานะทูตสันถวไมตรีของประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งย้ำให้เห็นถึงจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์นี้ ได้ซึมลึกเขาไปอยู่ในตัวตนของคนญี่ปุ่น
ไม่ว่าจะเป็นความรักศักดิ์ศรี ความมีระเบียบต่อตัวเองต่อสังคม
สังเกตได้จากการเข้าคิวของคนที่นั้น ซึ่งสะท้อนความเชื่อได้อย่างดีว่า
คนญี่ปุ่นมองว่า การรอจะทำให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนา
หรือการไม่ยอมรับทิป เพราะถูกสอนให้รักศักดิ์ศรีและหน้าที่การงานของตนเอง
เราไม่ได้เห็นว่าเขาสอนเด็กๆ ยังไง
แต่ผู้ใหญ่เขาทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี
อย่างติ๊กไปเจอเจ้าของบริษัทอะไรก็ตาม
ถ้าเขาเห็นขยะ เขาจะก้มเก็บเองโดยไม่สั่งให้ใครเก็บ
และไม่ได้สั่งให้ลูกน้องเอาไปทิ้งนะ เขาจะเก็บไว้กับตัวเอง
ถ้าไม่มีถังขยะตามทางเดิน เขาก็จะเอาไปทิ้งที่บ้านหรือที่ทำงาน แต่เหนือสิ่งอื่นใด การจะผ่านพ้นอุปสรรคไปให้ได้
จะขาดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เป็นอันขาดนั่นก็คือ
'ศรัทธา'
.เป็นศรัทธาที่มีต่อตนเอง ต่อความเชื่อ และต่อสิ่งที่ตัวเองรัก
เพราะนี่คือยาอย่างดีที่จะหล่อเลี้ยงขวัญและกำลังใจ
ให้พวกเขาสามารถกลับมามีพลังได้เช่นเดิม
คนที่นั่นเขามีศรัทธาและความเชื่อมั่นสูงมาก
แม้แต่รัฐบาลเองซึ่งถูกโจมตีหลายเรื่อง
แต่คนญี่ปุ่นเองก็เชื่อว่าทุกอย่างต้องฟันฝ่าไปได้
เพราะฉะนั้นเขาเองจะมีความเชื่อว่า ผู้นำของเขาจะเป็นกลไกสำคัญ
ที่จะจัดการการแก้ไขปัญหา นอกเหนือจากบริบททางสังคม
เขามีพลังที่เชื่อมโยงกันที่สำคัญที่จะไปสู่การแก้ปัญหาวิกฤตพร้อมกัน
ที่ผ่านมาเขาผ่านจุดร่วมด้วย
เหมือนประวัติศาสตร์ที่เขาภูมิใจว่าเคยผ่านมาได้
ครั้งนี้ก็จะผ่านไปได้
เด็กหรือคนรุ่นใหม่ได้ถูกสั่งสอนว่า เราเคยผ่านมาแล้วนะ
ไม่ว่าต่อไปเราจะเกิดอะไรขึ้น เราก็พร้อม ปิยะกล่าวสรุป
..........

แม้ตอนนี้ชาวญี่ปุ่นจะบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก
แต่การที่พยายามลุกขึ้นโดยไม่ยอมแพ้ต่อความโชคร้ายแม้แต่น้อย
ก็คือคำตอบอย่างดีที่แสดงให้เห็นว่า ใจของคนที่นั่นช่างยิ่งใหญ่ขนาดไหน
และสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเครื่องเตือนใจชาวโลกว่า
แม้ข้างหน้าจะมีขวากหนามขนาดไหน
แต่ถ้าใจสู้สักอย่างก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ฝ่าไปได้ ดั่งเช่นชาวอาทิตย์อุทัย
..........
'หัวใจนักสู้' ที่เรียกว่า 'คนญี่ปุ่น'
การต่อสู้กับความโหดร้ายของชีวิตนั้นไม่ใช่ที่ใครจะผ่านไปได้
ภาพบางอย่างอาจจะเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนจิตใจ จนกระทั่งวันสุดท้ายของญี่ปุ่น
และชาวญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน
เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้คือฝันร้ายที่ทุกคนไม่อยากจะให้เกิดขึ้น
แต่เมื่อต้องเผชิญแล้ว คำว่า 'สู้' คงเป็นคำตอบเดียวที่จะกล่าวขึ้นมาได้
และเรื่องราวต่อไปนี้ก็คือ การส่งเสียง 'สู้' เสียงเล็กๆ ของคนญี่ปุ่น
ที่จะทำให้กันได้ในยามที่ทุกคนต้องการกำลังใจอย่างสูงเช่นนี้
เมืองฮิโรชิมาถูกบอมบ์ด้วยระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1945



1. รอยยิ้ม ภาพชุด 'รอยยิ้ม' เกือบร้อยภาพจากฝีมือการวาดของทาเคฮิโกะ อิโนะอุเอะ
เจ้าของผลงาน Slam Dunk อาจจะดูสิ่งธรรมดาๆ หากปรากฏขึ้นในยามปกติ
แต่สำหรับยามวิกฤตที่ทุกคนกำลังอ่อนล้าเช่นนี้
รอยยิ้มเล็กๆ อาจจะมีค่ามหาศาลก็เป็นได้
แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงแค่การ์ตูนลายเส้นเท่านั้นเอง
แต่ทว่าทุกภาพกลับอัดแน่นไปด้วยพลังของความห่วงใยที่มีให้กัน
ราวกับมีนัยที่จะบอกให้ทุกคนได้รู้ว่า 'ไม่เป็นไร จงยิ้มและก้าวต่อไปข้างหน้า'
แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วที่ชาวญี่ปุ่นต้องการ
(ติดตามผลงานของอิโนะอุเอะได้ที่
http://twitpic.com/48u69p)
2. กัมบาเระ คำพูดหนึ่งที่ยังคงติดปากของคนญี่ปุ่นไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ก็คือ 'กัมบาเระ'
ซึ่งแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า 'พยายามต่อไป' หรือ 'สู้ๆ'
ซึ่งเหตุผลอาจจะเป็นเพราะคนที่นั่นต้องเผชิญโศกนาฏกรรมมาไม่รู้กี่หนแล้ว
แน่นอนแม้นี่จะเพียงคำพูดสั้นๆ
แต่เชื่อหรือไม่ว่า มันกลับมีคุณค่ามหาศาลอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตนี้
เพราะบางทีคำพูดแค่นี้
อาจจะสร้างเรียกพลังใจที่เคยแตกสลายให้คืนกลับมาอีกครั้งได้
และที่สำคัญ นี่คือเครื่องสะท้อนจิตใจและตัวตนของคนญี่ปุ่นอย่างดี
ว่าพวกเขาห่วงเป็นใยเพื่อนร่วมชาติมากขนาดไหนอีกด้วย
3. น้ำกิน-น้ำใจ หากเป็นประเทศอื่นอาจเกิดการตะลุมบอนกันแล้ว แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้ว
เรื่องน้ำใจถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่างเรื่องราวจากอินเทอร์เน็ตของผู้ชายไทยคนหนึ่ง
ซึ่งเล่าประสบการณ์ช่วงที่อยู่ที่นั่นว่า
แทบจะไม่มีน้ำกินเลย เพราะไปร้านไหนๆ ต่างก็ถูกกวาดซื้อไปหมด
แต่อย่างน้อยเขาก็หวังพระเจ้าคงจะใจดีประทานน้ำให้แก่เขาสักนิด
จึงได้เดินทางออกไปหาซื้อน้ำอีกรอบ
ระหว่างนั้นก็เจอคนญี่ปุ่นที่ข้างทาง ซึ่งก็ถามเขาว่าจะไปไหน
จึงตอบไปว่า ไปซื้อน้ำแล้วก็จากไป
แน่นอนว่าผลที่เป็นไปอย่างที่คาด
เขากลับบ้านมาอย่างเหนื่อยล้าและผิดหวัง
แต่เมื่อตื่นเช้าขึ้นมากลับพบว่ามีน้ำอยู่ 4-5 ขวดบรรจุอยู่ในถุงอย่างดี
พร้อมกับข้อความเล็กๆ แขวนไว้หน้าประตู
ซึ่งก็เป็นน้ำจากคนญี่ปุ่นนั่นเอง
4. ห้องน้ำยามยาก ไม่บ่อยนักที่ใครจะยอมให้คนอื่นเข้าไปใช้ห้องน้ำในบ้านตัวเอง
แต่ไม่ใช่สำหรับผู้หญิงคนนี้แน่ๆ
เพราะในยามที่รถไฟฟ้าต้องปิดให้บริการ
ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากต้องเดินเท้ากลับบ้าน
หลายคนจึงปวดหนักปวดเบาเป็นเรื่องธรรมดา
ซึ่งก็มีหลายๆ บ้านใจดี ติดป้ายว่า 'เชิญใช้ห้องน้ำได้ค่ะ'
แค่ป้ายเล็กๆ ก็ทำเอาคนน้ำตาไหลเป็นกองแล้ว
5. วีรบุรุษโรงไฟฟ้า ในช่วงที่เกิดเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดดูเหมือนทุกคนจะพยายามถอยหนีกันหมด
แต่สำหรับผู้ชายวัย 59 ปีคนหนึ่งกลับยืนหยัดจะกู้วิกฤตชาติครั้งนี้
เพื่อยับยั้งการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ
โดยบุตรสาวของเขาได้ทวิตข้อความกินใจเอาไว้ว่า พ่อพูดว่า
อนาคตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการกับวิกฤตครั้งนี้ของเรา
พ่อต้องไปเพราะมันเป็นหน้าที่...ฉันไม่เคยภูมิใจในตัวพ่อเท่านี้มาก่อน
ฯลฯ
บ้านเมืองที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยอันสวยงามและสงบสุขของผู้คน ในยามค่ำคืน
หลังถูกภัยธรรมชาติกระหน่ำยับเยิน
ขอบคุณบทความจาก
ASTVผู้จัดการรายวัน 20 มีนาคม 2554
ภาพจาก internet, จากเว็บไซท์และบล็อกหลายๆประเทศ ที่เก็บภาพ พร้อมข้อความที่ชื่นชมในหัวใจนักสู้ของชาวญี่ปุ่น








