
เหตุการวุ่นวาย จลาจลในอียิปต์ที่สืบเนื่อง มาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม
เป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปีของอียิปต์
บานปลายเป็นเหตุรุนแรงมากขึ้นในวันถัดมา
เมื่อผู้ประท้วงเดินหน้าเรียกร้องให้
ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ลาออก
ทำให้ดินแดนฟาห์โรตกอยู่ในภาวะมิคสัญญี เมื่อมีผู้สังเวยชีวิตแล้วเกิน 100 ราย
ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนยังคงเดินหน้าประท้วงขับไล่เขาต่อไปเป็นวันที่ 6 เมื่อวานนี้ (30)
ทำให้อยากทราบความเป็นมาของผู้เป็นเป้าหมายในการขับไล่ของชาวอียิปต์ครั้งนี้

Hosni Mubarak
เส้นทางชีวิตฮอสนี มูบารัค (Hosni Mubarak) ประธานาธิบดีคงกระพันแห่งอียิปต์ทั่วโลกจับตาว่าชีวิตบนบัลลังค์อำนาจของผู้นำอียิปต์ยาวนานกว่า 30 ปี กำลังจะกลายเป็นตำนานหรือไม่
นายฮอสนี มูบารัค ประธานาธิบดีแห่งอียิปต์ มีชื่อเต็มว่า มูฮัมหมัด ฮอสนี ซายอิด มูบารัค
(Mohamed Hosni Sayyid Mubarak)
เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2471 (อายุ 82 ย่าง 83 ปี) ที่เมืองคาฟร์ เอล เมสเซลาห์ ในแคว้นโมนูเฟียของอียิปต์
โดยเขาเกิดมาในครอบครัวผู้มีอันจะกิน และได้รับการศึกษาที่ดีตั้งแต่เยาว์วัย
โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยแห่งอียิปต์
และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์การทหาร
ในปี 2492 มูบารัคเข้ารับราชการในกองทัพอากาศอียิปต์
และได้ทำหน้าที่นักบินประจำการ ซึ่งหน้าที่การงานในกองทัพของเขาก้าวหน้าเป็นลำดับ
จนในที่สุดเขาก็ได้รับยศจอมพลอากาศ และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพอากาศ
ในช่วงสงครามอาหรับ - อิสราเอล ครั้งที่ 2 ในปี 2516
มูบารัค ลาออกจากตำแหน่งในกองทัพ และก้าวเข้าสู่วงการเมืองในปี 2518
เขาเข้ารับตำแหน่งรองประธานาธิบดี ในรัฐบาลของประธานาธิบดี อัลวา ซาดัด
ซึ่งในฐานะรองประธานาธิบดี เขามีผลงานในการเจรจาทางการทูตกับชาติตะวันตกหลายครั้ง
จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์กับชาติตะวันตก เป็นไปอย่างราบรื่น ต่างจากชาติอาหรับอื่นๆ
ต่อจากนั้นไม่นาน เส้นทางผู้นำประเทศก็เปิดกว้าง
โดยปี 2524 หลังการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดีซาดัด
ที่ถูกลอบสังหารโดยกลุ่มหัวรุนแรง ที่ไม่พอใจการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ
กับอิสราเอล ศัตรูตลอดกาลของชนชาติอาหรับ
ชื่อเสียงและผลงานที่โดดเด่นของฮอสนีย์ มูบารัค ทำให้เขาได้ก้าวขึ้นมา
แทนที่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 4 ของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ แบบไร้ปัญหา
และปกครองประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (14 ตุลาคม 2524)
ในช่วงแรกของการเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
เขาได้รับความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง
ด้วยภาพลักษณ์การเป็นคนมีวาทะศิลป์ ภาวะความเป็นผู้นำสูง
และความสามารถในการเจรจาแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างชาญฉลาด
ทำให้เขาไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมในชาวอียิปต์เท่านั้น
แต่ในเวทีนานาชาติ ประธานาธิบดีผู้นี้ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเช่นกัน
ทำให้อียิปต์ภายใต้การนำของเขานั้น มีความสัมพันธ์อันดีกับชาติมหาอำนาจหลายๆชาติ
ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอเมริกา

ประธานาธืบดีมูบารัค (แถวหน้าที่ 2 จากซ้าย), กษัตริย์ อับดุลลาห์แห่งซาอุดิอาระเบีย (ที่ 3 จากซ้าย)
และ Emir of Kuwait Sheikh Sabah al-Ahmad al-Jaber al-Sabah
ร่วมประชุม Arab Economic, Social and Development Summit
ที่ คูเวต เมื่อ 19 มกราคม, 2009 (ภาพจาก Xinhua )

ประธานาธืบดีมูบารัค สนทนากับประธานาธิบดี บารัค โอบามา
ที่ทำเนียบไวท์เฮ้าส์ เมื่อ 18 สิงหาคม 2009
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับชาติเพื่อนบ้านในแอฟริกาเหนือและชาติมุสลิมอื่นๆ
ทั้งที่เป็นมิตรและเป็นศัตรูกับชาติตะวันตกก็เป็นไปอย่างดี
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ที่ทำให้ตัวเขานั้นได้รับความไว้วางใจจากชาวอียิปต์
ที่เลือกให้เขาดำรงตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานมากว่า 30 ปี
ถือเป็นผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของอียิปต์
แม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม
ของระบบการเลือกตั้งของอียิปต์ ที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับมูบารัคก็ตาม
ตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปีที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
เขาถูกลอบสังหารถึง 6 ครั้ง ด้วยวิธีการต่างๆทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิด
บุกจู่โจมด้วยมีด หรือแม้แต่ใช้แก๊สพิษ แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง
จนทำให้เขาได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า ประธานาธิบดีกระดูกเหล็ก
และเป็นที่คาดการณ์กันว่า เขาคงจะดำรงตำแหน่งประธานานธิบดีอียิปต์
ไปจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

การจลาจลในตูนิเซียขับไล่ประธานาธิบดี ไซน์ เอล-อบิดีน เบน อาลี (Zine El Abidine Ben Ali)]
ภาพจาก AFP และ BBC
แต่แล้วเก้าอี้ประธานาธิบดีที่ดูเหมือนจะยืนยงคงกระพันของเขาก็ต้องสั่นคลอน
เมื่อการปฏิวัติดอกมะลิ ในตูนิเซียปะทุขึ้น และบานปลาย
กลายเป็นการจลาจลวุ่นวายขับไล่ประธานาธิบดีไซน์ เอล-อบิดีน เบน อาลี
ผู้ผูกขาดอำนาจยาวนาน
ซึ่งเหตุการณ์ในทำนองใกล้เคียงกัน ได้ส่งผลมาถึงอียิปต์ ซึ่งเป็นชาติเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ ที่ไม่พอใจการผูกขาดอำนาจของเขา
ได้ใช้การประท้วงในตูนิเซียเป็นตัวอย่าง ในปลุกระดมให้ผู้คนลุกฮือขึ้นต่อต้านเขา
และลุกลามกลายเป็นการจลาจลครั้งใหญ่ทั้วประเทศ
ซึ่งนับเป็นการต่อต้านครั้งใหญ่ที่สุดนับจากการขึ้นดำรงตำแหน่งของฮอสนีย์ มูบารัค เลยทีเดียว
การประท้วงในอียิปต์ขณะนี้ กลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง
โดยสื่อมวลชนต่างชาติทุกสำนัก มุ่งเป้าไปที่การจับการความเคลื่อนไหว
แต่ตั้งประเด็นพาดหัวว่า นี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของการผูกขาดอำนาจของฮอสนี มูบารัค
ประธานาธิบดีกระดูกเหล็ก
และการเมืองในอียิปต์ จะเป็นไปตามทฤษฎีโดมิโน่ ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจครั้งใหญ่
ในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ เหมือนที่นักวิเคราะห์ทางการเมืองกำลังคาดการณ์หรือไม่
#Invalid YouTube Link#
ข้อมูลจาก
http://news.voicetv.co.thl, วิกิพีเดีย








