มี ข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนของเราครับ เข้ามายืนยันเพื่อเปิดเผยความจริงเรื่อง "ภาวะโลกร้อน" Global Warming หรือ Climate Change ที่เขียนไปพอดี เรามาดูครับว่า คนกลุ่มนี้เอาเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ในทางใดบ้าง แล้วใครตอบโต้ หรือต่อต้านเรื่องนี้อย่างไรบ้าง จะเห็นว่า ทุกอย่าง "ชัดเจน" ครับ
“ลัทธิกีดกันการค้า”ด้วยข้ออ้างเรื่อง“โลกร้อน”
โดย มาร์ติน คอร์ 15 ตุลาคม 2552 21:32 น.
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์
www.atimes.com)
Climate protectionism on the rise
By Martin Khor
09/10/2009
ลัทธิ กีดกันการค้าและกีดกันเทคโนโลยีโดยสหรัฐอเมริกาและประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ นับวันแต่จะทวีตัว ในเวลาเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ยังตั้งท่าเงื้อง่าจะนำประเด็นภัยคุกคามต่อการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ มาเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจากับประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องของการต่อสู้กับภัย คุกคามต่ออนาคตของโลก
ลัทธิกีดกันการค้าและ กีดกันเทคโนโลยีรูปแบบใหม่และอันตราย กำลังปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างรวดเร็ว ภายใต้หน้ากากของการมุ่งต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนั้น มันยังส่งผลเป็นการวางยาพิษเข้าไปในสายสัมพันธ์เหนือ-ใต้ภายในการเจรจาสอง เวทีคือ การเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเจรจาด้านการค้า
ที่ผ่านมา ได้ปรากฏสัญญาณชัดเจนว่าประเทศพัฒนาแล้วบางราย โดยเฉพาะสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการการค้าฝ่ายเดียว อาทิ การเรียกเก็บภาษีศุลกากรและภาษีประเภทต่างๆ หรือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เอากับสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนา โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อต่อสู้แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เมื่อเร็วๆ นี้ สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างพรบ.ที่ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอันที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ตลอดจนภาษีประเภทต่างๆ จากสินค้านำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา ที่สหรัฐฯเห็นว่า ยังไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอในอันที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากนั้น สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ยังพยายามใช้ลัทธิกีดกันการค้ามาต่อต้านไม่ให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยี โดยผ่านร่างพรบ. 3 ฉบับที่ทางสภาแห่งนี้ได้รับรองไปแล้ว ทั้งนี้หากร่างเหล่านี้กลายเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ก็จะส่งผลให้ผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯ ที่ไปเจรจาหารือในกรอบของอนุสัญญาแม่บทสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) ไม่สามารถทำข้อตกลงใดๆ ในทางที่จะผ่อนปรนกฎระเบียบหรือการบังคับใช้กฎหมายอันเกี่ยวกับทรัพย์สินทาง ปัญญา และขณะนี้มีสัญญาณชี้แล้วว่า ประเทศพัฒนาอื่นๆ รวมทั้งพวกทางยุโรป ก็เตรียมการที่จะใช้ลัทธิกีดกันการค้าที่อิงไปกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศเช่นเดียวกัน
ด้านประเทศกำลังพัฒนา ต่างเริ่มแสดงการคัดค้านความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทั้งนี้ ในระหว่างที่รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ คือนางฮิลลารี คลินตัน เยือนอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้นั้น บรรดาผู้นำทางการเมืองของอินเดียออกโรงประท้วงสหรัฐฯ ในกรณีการขู่จะใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศที่ไม่ลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก (carbon tarrifs) ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนก็ออกมาวิจารณ์ประเด็นการกีดกันการค้าที่แฝงอยู่ใน ร่างพรบ.ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายผนึกกำลังกันหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือในระหว่าง การเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งต่างๆ ก่อนที่จะถึงการประชุมที่จะเป็นบทสรุป ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือนธันวาคมปีนี้ กล่าวคือ ใน วันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่ม 77 และจีน (Group of 77 countries and China) ออกคำแถลงที่เวทีการเจรจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี โดยเตือนไม่ให้ประเทศพัฒนาแล้ว หันไปใช้มาตรการจำกัดการค้าแบบที่เป็นการประกาศใช้ฝ่ายเดียว เพราะมันจะเป็นการละเมิดบทบัญญัติต่างๆ ในอนุสัญญาแม่บทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อินเดียยังได้เสนอด้วยว่า การประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน (ในระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม ซึ่งคาดหมายกันว่านานาชาติจะสามารถทำข้อตกลงว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกฉบับใหม่ เพื่อใช้ต่อจากพิธีสารเกียวโตที่จะหมดอายุลงในปี 2012 -ผู้แปล) ควรต้องมีการเขียนในข้อตกลง ด้วยข้อความที่ชัดเจนไปเลยว่า ประเทศพัฒนาแล้ว “จะไม่ใช้มาตรการฝ่ายเดียวไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ ซึ่งรวมถึงมาตรการในลักษณะการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน เพื่อเล่นงานสินค้าและบริการที่นำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา โดยอิงเหตุผลในเรื่องการพิทักษ์ปกป้องสภาพภูมิอากาศ และการสร้างเสถียรภาพด้านสภาพภูมิอากาศ”
ในการนี้ อินเดียอ้างถึงบทบัญญัติต่างๆ ในอนุสัญญาแม่บทฯ มากมายหลายข้อที่จะเข้าข่ายว่าถูกละเมิดถ้ามีการนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ ความพยายามของอินเดียได้รับการขานรับจากนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน อาร์เจนตินา บราซิล สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ซาอุดีอาระเบีย และรวมทั้ง กลุ่ม 77 และจีน ก็ออกคำแถลงในเรื่องนี้ด้วย
ทางด้านการเจรจา (เพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าโลกรอบโดฮาภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก -ผู้แปล) ที่นครเจนีวา เหล่า นักการทูตของประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก ก็แสดงความวิตกต่อเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยมองเห็นความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย จะใช้มาตรการข้ออ้างเรื่องสภาพภูมิอากาศ มาเล่นงานขึ้นภาษีศุลกากร ตลอดจนการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ เอากับสินค้านำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา ถึงแม้ การกระทำเช่นนี้จะเข้าข่ายเป็นการใช้ข้อพิจารณาในประเด็นว่าด้วยกระบวนการ และวิธีผลิตสินค้าเหล่านั้น ( Process and production method หรือ PPM) ซึ่งยังเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอย่างยากจะหาข้อ ยุติ
ทั้งนี้การเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเพิเศษ ตลอดจนการเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ เอากับสินค้านำเข้า โดยใช้ประเด็นพีพีเอ็ม ถูกประเทศกำลังพัฒนาต่อต้านว่าเป็นรูปแบบแอบแฝงของลัทธิกีดกันการค้า มาตั้งแต่เมื่อคราวประชุมองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ปี 1996 โดยที่ว่าประเทศกำลังพัฒนาชี้ไว้ว่ามาตรการเช่นนั้นนับว่าไม่เป็นธรรม เพราะจะส่งผลเป็นการกีดกันสินค้าของประเทศกำลังพัฒนาไม่ให้สามารถเข้าสู่ ตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎของดับเบิลยูทีโอ
อย่างไรก็ตาม มีพวกประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากทีเดียวที่อยากนำมาตรการทางการค้าไปใช้กับ เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และจึงมีการเตรียมชงเรื่องที่จะเอื้อให้มาตรการด้านการค้าที่ผูกอยู่กับพีพี เอ็ม กลายเป็นกฎระเบียบขึ้นมา หรือไม่อย่างนั้น ก็อาจจะผลักดันให้มาตรการการค้าที่โยงอยู่กับเรื่องสภาพภูมิอากาศ ได้รับอนุมัติในกรอบ “ข้อยกเว้นทั่วไปเพื่อสิ่งแวดล้อม” (general exception for the environment) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกรอบใหญ่ของข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรและการ ค้า (General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT)
ด้านประเทศกำลังพัฒนาอ้างว่า การโยงมาตรการการค้าไปผูกกับเรื่องภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นับว่าไม่เป็นธรรม เพราะพวกตนมีความสามารถเชิงเทคโนโลยีต่ำกว่าพวกประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งพวกตนย่อมไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้วได้ไหว และดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาจึงควรได้รับความช่วยเหลือผ่านการถ่ายโอนเทคโนโลยี ทว่า ระบอบแห่งสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงื่อนไขตามข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของดับเบิลยูทีโอ ที่เรียกกันว่าข้อตกลง TRIPS) คืออุปสรรคขัดขวางเรื่องนี้อยู่ ยิ่งกว่านั้น ขณะนี้ รัฐสภาของสหรัฐฯ ก็มาแสดงท่าทีว่าจะประกาศห้ามไม่ให้รัฐบาลอเมริกามีสิทธิอนุมัติให้มีการ ผ่อนปรนในเรื่องกฎว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา
ถ้าประเด็นการปกป้อง สภาพภูมิอากาศได้รับการอนุมัติ มันจะเป็นการเปิดทางให้สารพันมาตรการเพื่อกีดกันการค้า หลั่งไหลกันเข้ามากางกั้นไม่ให้สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าสู่ตลาด ของประเทศพัฒนาแล้วด้วยข้อพิจารณาว่าด้วยกระบวนการและวิธีผลิตสินค้า
ลัทธิกีดกันการค้าตัว ใหม่ที่ฉกาจฉกรรจ์ระดับมาตรการตัวแม่อย่างนี้ ก็ช่างเลือกเวลาแจ้งเกิดโดยแท้ เพราะจะมาเล่นกันในยามยุคเศรษฐกิจถดถอย อันเป็นช่วงเวลาที่เหล่าผู้นำชาติทั้งหลายประกาศกันขึงขังว่า จะไม่ยอมหันไปใช้มาตรการกีดกันการค้าอย่างแน่นอน ดังนั้น ประเด็นการค้า-การปกป้องภูมิอากาศช่างเป็นระเบิดเวลาอันร้ายกาจ และมันจะกลายเป็นชนวนเปิด “กล่องแพนดอรา” (Pandora’s box) ที่ฝ่ายต่างๆ เคยนำปัญหาโลกแตกไปซุกไว้เพื่อซื้อเวลา โดยเมื่อมันถูกเปิดขึ้นมา มันจะไปสร้างราคีแปดเปื้อนให้แก่การเจรจาต่างๆ ตามกรอบ อนุสัญญาแม่บทของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการเจรจาดับเบิลยูทีโอด้วย
มาร์ติน คอร์ เป็นกรรมการบริหารของศูนย์ South Centre อีเมล์ติดต่อเขาคือ
director@southcentre.org ประเด็นปัญหาลัทธิกีดกันการค้าด้วยข้ออ้างเรื่องสภาพภูมิอากาศ ที่นำมาเสนอในข้อเขียนนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากฉบับพิเศษของจดหมายข่าว South Centre bulletin
ขอขอบคุณลิ๊งข้อมูลโดยคุณ "cool_kid" ครับ
สำหรับ ใครที่ยังคาใจเรื่องการทำนายเศรษฐกิจของโครงการเวบบอท หรือ โรบอทเวบไซท์ หรือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการประมวลผลคีย์เวิร์ดต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ในโลกไซเบอร์ เวบโรบอท เป็นอะไรที่มองข้ามไม่ได้ครับ เป็นทั้งประโยชน์และโทษร้ายร้าง คือจะมีหน่วยงานนึงของรัฐบาลสหรัฐ คือ NSA หรือ National Security Agency
ลิ๊งค์ของ NSA:
http://www.nsa.govเค้า พัฒนาเจ้าโปรแกรมตัวนี้ขึ้น เพื่อเป็นฐานข้อมูลขนาดยักษ์ และเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยเรื่องความั่นคง และใช้ Webbot นี้แสกนเวบไซท์ อีเมลล์ เวบบล๊อก และอะไรก็ตามที่อยู่ในอินเตอร์เนต โดยอ้างเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก เจาะเข้าได้ทุกเวบ ทุกระบบ
โดย เฉพาะพวกฟรีอีเมลล์ต่างๆ เคยสงสัยไม๊ครับว่าทำไมถึงให้ใช้ฟรี แล้วเค้าได้อะไร ที่เค้าได้คือข้อมูลในอีเมลล์ของเรานั่นแหละครับ แล้วก็จะมีการซื้อขายข้อมูลทุกชนิดกัน เพราะฉะนั้น ทุกอีเมลล์ของเราที่ใข้ฟรี เป็นของส่วนกลางครับ ไม่มี Privacy ใดๆ ทั้งสิ้นไม่ต้องไปเชื่อเค้าครับ แล้วนโยบายการเก็บข้อมูลของแต่ละเวบไม่เหมือนกัน เช่น Hotmail, Live Mail อาจจะเก็บไว้ 3-6 เดือนในเซิร์ฟเวอร์ของเค้าแล้วจะลบออก แต่สำหรับ G Mail จะถูก "เก็บไว้ตลอดกาล" ครับ ถึงแม้เราจะลบในถังขยะใน Trash Folder ไปนานขนาดไหนแล้วก็ตาม แล้วข้อมูลพวกนี้แหละครับ "จะไปมัดตัวคุณในชั้นศาล" ถ้าเค้างัดมันออกมา เพราะฉะนั้นอะไรที่อยู่ในนี้ ใส่อะไรไปได้แค่ไหน ต้องรู้ครับ ในเมืองไทยเรื่องนี้อาจจะยังมาไม่ถึง แต่ในหลายๆ ประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา หลายคดีปิดลงไปที่อีเมลล์นี่แหละครับ
แต่ เวบโรบอท ตัวนี้เป็นของเอกชน โดย Cliff High หรือนายคลิฟ ไฮ เรามาดูว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 เค้า Predict หรือคาดการณ์อะไรไว้บ้าง ตอนนี้เค้าเน้นมากๆ คือวันที่ 25 (+,- 10 วันครึ่ง) เค้ามั่นใจว่าเป็นเรื่องค่าเงินดอลลอลจะมีปัญญหารุนแรง และเค้าไม่คิดว่าเป็นการก่อการร้ายแต่ก็ไม่ทิ้งประเด็นนี้ครับ ในการพยากรณ์หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ความแม่นยำของเค้าขึ้นไปถึง 90% ครับ รวมทั้งเหตุการณ์ 911 เค้าเตือนล่วงหน้าไว้ถึง 6 เดือนแต่ไม่มีใครใส่ใจ แต่หลังจากนั้นก็ดัง และไม่มีใครมองข้ามอีกเลย.......
เค้า คาดากการณ์ไว้ว่า วันที่ 25 เป็นต้นไป เงินดอลล่าจะมีปัญหา ถูกปฏิเสธจากหลายๆ ชาติอย่างชัดเจน แล้วจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนพฤศจิกา ธันวา ไล่ไปมกรา จนไม่เกินกลางปี 2010 จะเกิดวิกฤติการค่าเงินดอลล่าแล้วลุกลามไปทั่วโลก กลับมาที่วันที่ 25-26 นี้เค้าคาดว่าจะมี Event หรือเหตุการณ์ที่ Cliff บอกว่ามันจะไป Trigger หรือกระตุ้นให้ปัญหาของเงินดอลล่าแดงออกมาอย่างชัดเจน
ถึงขั้นที่จะทำให้การเงินโลกระบบรวน แล้วมีการล๊อคตายระบบการเงินการธนาคารทั้งหมดเป็นการชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหา ครับ ผมใส่วีดีโอไว้ให้ครับ ทำความเข้าใจแล้วตีความกันเองดีกว่า เพราะข้อมูลมัน Sensitve หรืออ่อนไหวมากครับ แล้วช่วงท้ายๆของตอนที่ 1 ไปต่อตอนที่่ 2 เค้าพูดถึงผลกระทบต่อเอเซีย แล้วก็เงินบาทของเราด้วยครับ
ที่มาhttp://jimmysiri.blogspot.com/2009/10/webbot-project-predictiion.html








