สงครามล้างโลก

(1/5) > >>

narong:
Tweet


คัดลอกมาจากหนังสือ สงครามล้างโลก

มหากาพย์แห่งสงคราม

ในขณะที่เราพอจะหลับตานึกภาพ "ชีวิตความเป็นอยู่และกระบวนการวิวัฒนาการ" ของมนุษย์สืบต่อกันมา
เป็นรุ่นๆ - ยุคๆ ได้โดยการอ่านบันทึกเอกสารทางประวัติศาสตร์ หรือหลักฐานทางโบราณคดี

สิ่งหนึ่งที่มักจะปรากฏตัวแทรกเข้ามาในตลอดกระบวนการวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด
เผ่าพันธ์ใด ชนชาติใด ก็แล้วแต่ นั่นก็คือ "สงคราม"

จนเหมือนกับว่า "สงคราม" และ "ประวัติศาสตร์" กลายเป็นเรื่องราวที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย
หรือ "ประวัติศาสตร์" กลายเป็น "บันทึกว่าด้วยการสงคราม" ไปเลยก็ว่าได้ สงครามที่ปรากฏใน
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จึงดูคล้ายๆ กับ "มหากาพย์" ที่ยังแต่งไม่จบ

เพราะ "ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต" ที่รอเราอยู่ข้างหน้านั้น ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ
สงครามอีกต่อไป

พลเอก "โฮเวลล์ เอสทิช" อดีตผู้บัญชาการกองบังคับการด้านอวกาศแห่งสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้
เมื่อประมาณเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2001 ที่โคโรลาโด สปริงส์ ว่า

"ความจริงของสรรพสิ่งก็คือ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่กระหายสงครามไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของเดรัจฉาน
และเรา (สหรัฐอเมริกา) ก็ไม่สามารถเป็นเพียงแค่พื้นโบสถ์เพื่อรองรับความจริงในเรื่องนี้ได้"

คำพูดนี้จะสะท้อน "ความจริง" และ "ความจำเป็น" ในการทำสงครามมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่
แต่สิ่งที่น่าเจ็บปวดเอามากๆ ก็คือว่า ยิ่งกระบวนการวิวัฒนาการนำพามนุษย์ มาสู่ความเจริญเติบโต
ทางความรู้ ความสะดวกสบายในชีวิต และพัฒนาสิ่งที่เรียกกันว่า "อารยธรรม" ของมนุษย์มากยิ่งขึ้นเท่าใด
สงคราม กลับจะยิ่งปรากฏตัวอยู่ในกระบวนการวิวัฒนาการนั้นๆ ในอัตราที่ถี่ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มความรุนแรง
มากขึ้นเรื่อยๆ และขอบเขตในการทำสงครามก็กว้างขวางออกไปเรื่อยๆ จนน่าจะก่อให้เกิด "คำถาม"
ขึ้นมาบ้างว่า "จริงอยู่ แม้นว่าธรรมชาติของเราอาจจะไม่แตกต่างอะไรไปจากเดรัจฉานก็แล้วแต่
แต่บทเรียนเท่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์องค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น หรือการพัฒนาการอารยธรรมต่างๆ
ทำไมถึงไม่ได้ช่วยเราสลัดความเป็นเดรัจฉานลงไปจากความเป็นมนุษย์ได้กี่มากน้อย ???"
เหตุใดมันกลับนำเราไปสู่ประวัติศาสตร์อันซ้ำซาก ย่ำอยู่ในเส้นทางเดิมๆ ของประวัติศาสตร์
โดยไม่สามารถแสวงหา "แนวทางใหม่ๆ" ให้กับสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ได้เลย

ทำไม "บทเรียนจากสงคราม" ในอดีต ไม่ว่ามันจะโหดร้ายรุนแรงสักเพียงใด แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้
ทำให้เกิดความเข็ดหลาบเกิดวุฒิภาวะมากพอจนรังเกียจสงคราม มุ่งค้นหา "เส้นทางแห่งสันติภาพ"
กันอย่างเอาจริงเอาจัง

โดยทางตรงกันข้าม ความเจริญ อารยธรรม วิทยาการความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นมามากๆ กลับทำให้
"สงครามแห่งอนาคต" นั้นอาจจะมีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น ดุเดือด รุนแรง และทวีความเหี้ยมโหดยิ่งกว่า
ยุคอดีตหลายต่อหลายเท่า

ในทุกๆ ครั้งที่มีการทำสงคราม เรามักจะพบ "ข้ออ้าง" นานาชนิดถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์
จนดูเหมือนว่าสงครามแต่ละครั้งนั้นเป็นการต่อสู้กันระหว่าง "ฝ่ายถูก" กับ "ฝ่ายผิด" หรือการต่อสู้กัน
ระหว่าง "ฝ่ายธรรมะ" กับ "ฝ่ายอธรรม"

แต่จริงๆ แล้ว เนื้อหาของสงครามในแต่ละครั้งมันอาจจะไม่ได้เป็นไปตาม "บันทึกประวัติศาสตร์" ที่เขียนขึ้น
โดย "ผู้แพ้" กับ "ผู้ชนะ" ไปตามสภาพ หลายต่อหลายครั้งหรือเกือบจะแทบทุกครั้งที่ "ทั้งสองฝ่าย"
ที่มีส่วนร่วมในการทำสงครามระหว่างกันและกันอาจจะเป็นส่วนร่วมแห่ง "ความผิดพลาด" ด้วยกันทั้งคู่
หรือในเส้นทางประวัติศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายพยายามก้าวเดินไปในแนวเดียวกันทั้งนั้น มันทำให้แต่ละฝ่ายต่างก็
ต้องเดินไปสู่ "จุดจบแห่งสงคราม" อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในหนังสือเรื่อง "โครงสร้างประวัติศาสตร์โลก"
ของ "ประจักษ์ ช่วยไล่" เขาได้สะท้อนความเห็นของเขาออกมาในช่วงการบันทึกประวัติศาสตร์ของ
"สงครามโลกครั้งที่ 1" เอาไว้ว่า

"รัฐต่างๆ ที่เข้าสู่สงครามต่างก็มีเหตุผลของตนต่างๆ กัน เช่น เพื่อการดำรงอยู่ของประชาธิปไตย
เพื่อต่อต้านการขยายตัวของรัฐทหาร เพื่อต่อต้านการข่มขู่ที่จะปราบโลกและเป็นเจ้าโลก
เพื่อต่อต้านผู้ละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศ ฯลฯ"

แม้กระทั่งประเทศไทย ประเทศเล็กๆ ที่ส่งกองทหารจำนวนหยิบมือหนึ่งเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1
ในช่วงปลายสงคราม เหตุผลของประเทศไทยในการเข้าร่วมกับฝ่ายอังกฤษก็คือ
"เพื่อดำรงธรรมะและปราบอธรรม บนผืนธงชัยเฉลิมพลของกองทัพไทยที่ส่งไปยุโรปได้จารึก
บทสวดพุทธคุณตอนพระพุทธเจ้าปราบมารหรือฝ่ายอธรรม (บทสวดพาหุง) แต่สิ่งที่ไม่มีประเทศใด
อ้างนั้นก็คือ เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์จากผู้อื่น และเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง"

ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากเราจะ "ตั้งคำถาม" ต่อสิ่งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ มันคงจะไม่ใช่แค่การตั้งคำถามถึง
"ความผิด - ความถูก" ของฝ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในแต่ละยุคเมื่อครั้งอดีต เพราะ "ความผิด - ความถูก"
ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างถึงในการทำสงครามระหว่างกันและกันในแต่ละครั้งนั้น มันมักจะถูกอธิบายไปตาม
มุมมองของ "ผู้ชนะ" หรือ "ผู้แพ้" จนไม่อาจสะท้อนให้เห็นถึง "ความถูกต้อง" และ "ความผิดพลาด"
ได้อย่างชัดเจน หรือมันไม่สามารถนำเอาการอธิบายเช่นนี้มาใช้เป็นมาตรฐานในการแยกฝ่ายออกเป็น
ฝ่ายธรรมะ หรือ ฝ่ายอธรรม กันได้ง่ายๆ โศกนาฏกรรมอันเลวร้ายที่ก่อเกิดกับมนุษยชาติบนดาวพระเคราะห์
ดวงนี้อันเนื่องมาจาก "สงคราม" ที่แต่ละฝ่ายกระทำต่อกันและกันอย่าง ซ้ำๆ ซากๆ มันน่าจะมีความสาหัส
เพียงพอแล้วที่เราควรนำเอาความเคลื่อนไหวของทุกฝ่าย ที่ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ มาตลอดกาลสมัย
มาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาว่า จริงๆ แล้ว "แนวทาง" ที่เราก้าวตามกันมาในประวัติศาสตร์ หรือ
วิวัฒนาการที่นำพาเรามาในเส้นทางเดียวกันนี้ มันมีความ "ผิดพลาด" หรือไม่? มันถึงผลักดันให้เราต้อง
ก้าวสู่สงครามอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ไม่เช่นนั้น "ธรรมชาติเยี่ยงเดรัจฉาน" ที่เกาะติดอยู่กับเราตลอดเส้นทางวิวัฒนาการ มันอาจจะทำให้
"ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต" อาจจะกลายเป็น "บันทึกหน้าสุดท้ายของมหากาพย์แห่งสงคราม"
ด้วยวิวัฒนาการที่เพิ่มขีดความรุนแรงแห่งการทำลายได้ในระดับ "สงครามล้างโลก"

narong:
Tweet


จากคดีลักพาตัว "เฮเลน" ถึงการ "ครอบครองโลก"

ในยุคโบราณนั้น ถึงแม้นจะมีการปะทะขัดแย้งกันด้วยอาวุธ ระหว่างผู้คนฝ่ายต่างๆ ในทุกพื้นที่ของโลก
และมีมาโดยตลอดก็ตาม

แต่หลายต่อหลายกรณีมันอาจจะไม่สามารถเรียกว่า "การทำสงคราม" ได้ถนัดนัก ถ้าหากเรานำมา
เปรียบเทียบกับสงครามในยุคหลังๆ หรือสงครามในปัจจุบันนี้

ภาพของสังคมชนเผ่าที่หมู่บ้านท้ายลำธารยกพวกไปสู้กับหมู่บ้านต้นลำธาร ด้วยกรณีพิพาทว่าด้วย
การถ่ายของเสียลงไปในลำน้ำ ภาพประวัติศาสตร์ว่าด้วยพระราชาในหมู่เกาะทะเลใต้ยกกองทัพ
ไปสู้กับอาณาจักรกัมพูชายุคต้นๆ เพราะได้ยินคำร่ำลือว่า ยุวกษัตริย์แห่งกัมพูชาตรัสอยากจะเห็น
หัวของพระองค์วางอยู่ในท้องพระโรงของยุวกษัตริย์ ภาพของกษัตริย์ไทยกับกษัตริย์พม่าทำศึก
เพื่อแข่งบารมีในเรื่อง "ช้างเผือก" ฯลฯ

ภาพเหล่านี้แม้นว่าจะจบลงด้วยการยกพวกเข่นฆ่ากันและกันก็ตาม หรือแม้นจะถูกบันทึกว่าเป็น
การทำสงครามระหว่างกันและกันก็แล้วแต่ แต่อาการมันไม่ต่างไปจาก "การทะเลาะเบาะแว้ง"
อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมวลมนุษย์

แม้กระทั่งความขัดแย้งระหว่างผู้คนที่อยู่สองฝั่งฟากทะเลเมดิเตอร์เรนียน ที่ทำให้เกิดสงครามระหว่าง
"ชาวยุโรป" กับ "ชาวเอเชีย" ในยุคแรกๆ ถ้าหากเราอ่านหนังสือ "ตำนาน" ของนักบันทึกในยุคอดีต
อย่าง "เฮโรโดตัส" บรรยากาศของเหตุการณ์ปะทะขัดแย้งดูจะออกไปทาง "น่าหัวเราะ" มากกว่า
สะท้อนให้เห็น "ความโหดเหี้ยม"

ตำนานที่ว่าด้วย "ชาวฟินิเชียน" ซึ่งอาศัยอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ปัจจุบัน เดินทางไปค้าขายในดินแดน
"อาร์กอส" อันเป็นแผ่นดินของชาวยุโรป พ่อค้าเรือชาวฟินิเชียนในยุคนั้นจะคิดอย่างไรไม่ทราบ
แต่สิ่งที่ "เฮโรโดตัส" ได้ยินมาจากคำร่ำลือก็คือ พ่อค้าชาวฟินิเชียนกลุ่มหนึ่งได้ฉุด "อิโอ" ลูกสาวของ
พระราชา "อิมาคอส" แห่ง "อาร์กอส" กลับไปยังฝั่งประเทศอียิปต์

ผู้คนที่อาศัยอยู่ในฝั่งยุโรปจึงแก้แค้นด้วยวิธีไปอุ้มเอาตัว "ยูโรปา" ลูกสาวของพระราชาแห่ง "นครไทร์"
ของพวกฟินิเชียน เป็นการสนองคืน แต่จะยังไม่หายแค้นหรือยังไม่หนำใจก็ไม่ทราบได้ นอกจากจะลักพาตัว
"ยูโรปา" ไปแล้วต่อมายังมาแอบฉุดคร่า "เมเดอา" ลูกสาวของพระราชา "คอลลิส" ในแผ่นดินเอเชีย
ไปอีกรายหนึ่ง

"เฮโรโดตัส" บอกว่า ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายแห่ง "นครไพรอาม" ในเอเชีย ชื่อว่า "อเล็กซานเดอร์"
ก็เลยหาทางแก้คืน ด้วยการเดินทางไปฉุด "เฮเลน" มาไว้ยังนครไพรอาม ชาวยุโรปก็เลยยกทัพ
เข้ามาถล่มเอเชียเป็นครั้งแรก

แต่สำหรับสงครามในระยะหลังๆ นั้น การปะทะขัดแย้งระหว่างกันและกัน อาจจะไม่ต้องมีสาเหตุมาจาก
การทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเลยก็ได้

มันเป็นสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่ตัวเองไม่เคยรู้จักหน้าตามาก่อน หรือไม่เคยมีสาเหตุใดๆ
ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกันและกันเลย

ในตอนที่พระจักรพรรดิ "อเล็กซานเดอร์มหาราช" แห่งจักรวรรดิกรีก ยกกองทัพกรีกข้ามหุบเขาคาบูล
ในอัฟกานิสถาน เข้าไปถึงแม่น้ำสินธุในอินเดียนั้น ว่ากันว่าพระองค์แทบไม่มีความรู้จักธรรมชาติและ
ผู้คนในพื้นที่บริเวณนั้นเอาเลย พระองค์คิดเอาเองว่า พวก "พ่อค้า" นั้นคือ "กษัตริย์อินเดีย" แบบเดียว
กับชาวกรีก นึกว่า "พราหมณ์" คือ "นักปรัชญาอินเดีย" ขณะที่พระองค์พบเห็น "จระเข้" ปรากฏตัว
ในแม่น้ำสินธุ พระองค์จึงเข้าใจไปว่า แม่น้ำสินธุ นั้นคือต้นน้ำของ "แม่น้ำไนล์" แต่ถึงกระนั้นก็ตาม
กองทัพของพระองค์กับกองทัพของ "พระเจ้าโปรุส" แห่งแคว้นปัญจาบก็ปะทะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
เนื่องจากดินแดนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์เสด็จผ่านนั้น ล้วนเป็นดินแดนที่พระองค์ต้องการ "ครอบครองให้ได้"

ในหนังสือประวัติชีวิตของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชที่เขียนโดย "นายพลอาร์เรี่ยน" ได้บันทึกถึง
ข้อความที่ "โยคีอินเดีย" กล่าวกับพระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ในขณะที่พระองค์เสด็จไปทอดพระเนตร
ชีวิตความเป็นอยู่ของโยคีเหล่านี้ว่า "โอ...พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ทุกคนในโลกนี้เป็นเจ้าของแผ่นดิน
มากเพียงเท่าที่ฝ่าเท้าที่เราเหยียบย่างในแต่ละก้าวเท่านั้น พระองค์ก็เป็นคนดุจเดียวกับคนสามัญอื่นๆ
ไม่แตกต่างกันเลย แต่พระองค์มีความปรารถนาทะยานอยากมากกว่าคนอื่น ขณะนี้พระองค์ผ่านดินแดน
มาไกลแสนไกลทำความลำบากให้แก่พระองค์เอง และประชาชนของพระองค์เองก็ได้รับความลำบาก
ไปด้วย แต่ในที่สุด เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ชีพลงพระองค์ก็ต้องการแผ่นดินเพียงเล็กน้อย เพียงเพื่อจะ
เผาพระศพเท่านั้น"

แต่คำกล่าวของโยคีเหล่านี้ไม่สามารถโน้มน้าวความรู้สึกของอเล็กซานเดอร์ได้เลย "แผ่นดินมาซีโดเนีย"
ที่พระองค์ได้รับช่วงมาจากพระบิดา กลายเป็น "แผ่นดินที่เล็กเกินไป" เมื่อเปรียบเทียบกับ "อาณาจักรกรีก"
ทั้งหมด และอาณาจักรกรีกทั้งหมดที่พระองค์ยึดได้ ก็ยัง "เล็กเกินไป" เมื่อพระองค์มองเห็นแผ่นดิน
ในแอฟริกาและเอเชีย แม้กระทั่งก่อนจะสิ้นพระชนม์ไม่กี่วัน พระองค์ได้หารือกับนายทหารระดับสูงในกองทัพ
ถึงการส่งทัพเรือออกสำรวจ "อ่าวเปอร์เซีย" แผนการทางทหารที่พบภายหลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว
คือแผนการที่จะสร้างกองทัพเรือให้ใหญ่โตที่สุดในจักรวรรดิพร้อมกับสร้างถนนเพื่อส่งกองทัพบก
ออกปฏิบัติการเลียบชายฝั่งแอฟริกาเหนือจนสุดทวีป

แต่ท้ายที่สุด มันก็เป็นไปตามคำกล่าวของโยคีอินเดียนั่นแหละ แผ่นดินที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ยึดครอง
ได้จริงๆ หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็คือ แผ่นดินที่เท่ากับ "เนื้อที่หลุมฝังศพ" ของพระองค์เอง
ซึ่งแม้กระทั่งทุกวันนี้ ร่างของพระองค์จะถูกฝังเอาไว้ในแผ่นดินกว้าง - ยาวขนาดไหน? ที่ใด ก็ยังไม่มี
การยืนยันอย่างชัดเจน แต่จักรวรรดิกรีกทั้งจักรวรรดิ แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ หลังจากนั้น
เมื่อผู้รับช่วงมรดกของพระองค์หันมา "ทำสงครามกันเอง"

ถึงแม้นว่า "ผลลัพธ์" หรือ "จุดจบ" ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์จะเป็นไปตามคำเตือนของโยคีอินเดีย
อย่างชัดเจน แต่คำเตือนเหล่านี้ก็ไม่สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับผู้คนรุ่นต่อๆ ไปที่ต่างพยายาม
เดินตามแนวทางเดียวกันกับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

จักรวรรดิโรมันที่รับช่วงเอาอารยธรรมต่างๆ ต่อมาจากกรีก ก็เดินไปในแนวทางเดียวกันจนเชื่อว่า
จักรวรรดิของตัวเองเป็นเสมือนหนึ่ง "ศูนย์กลางของโลก" จนกระทั่งจักรวรรดิทั้งจักรวรรดิแตกสลาย
เหลือแต่เพียง "กรุงวาติกัน" อันเป็นที่ตั้งแห่ง "ศาสนจักร" ที่ถูกล้อมกรอบไปด้วย
"อนารยชน" ผู้พยายามเดินตามเส้นทางเส้นนี้ต่อไป ก็ออกไล่ล่าเพื่อครอบครองโลกทั้งโลกด้วย
ระดับความเหี้ยมโหดและความรุนแรงยิ่งกว่าสงครามในยุคอดีตหลายต่อหลายเท่า

narong:
Tweet


อารยธรรมของอนารยชน

ในหนังสือเรื่อง "ฝังหัวใจข้าไว้ที่วูนเด็ดนี" ของ "ดี บราวน์" ได้เท้าความไปถึงช่วงปี ค.ศ. 1492
เมื่อ "คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส" นำเรือสำรวจของสเปนไปถึงเกาะ "ซาน ซัลวาดอร์" ในทวีปอเมริกา
บรรยายถึงสภาพธรรมชาติบนเกาะว่า "เป็นที่ราบกว้างใหญ่ ต้นไม้มีสีเขียวแก่ ทั้งเกาะนั้นเป็นสีเขียว
เมื่อมองไปทางใดก็เกิดความรื่นรมย์" และเมื่อได้รับการต้อนรับด้วยไมตรีจิตจากชนเผ่า "ไตโน"
บนเกาะซาน ซัลวาดอร์ สาส์นของโคลัมบัสที่มีถึงกษัตริย์เฟอร์ดินานและราชินีอิสซาเบลลาแห่งสเปน
ได้พูดถึงชาว ไตโน หรือ "อินดิออส" เหล่านี้ว่า

"คนเหล่านี้ช่างว่าง่าย อยู่กันอย่างสงบและสันติเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าสาบานต่อพระองค์ได้ว่า
ไม่มีชนชาติไหนในโลกที่ดีกว่านี้อีกแล้ว พวกเขารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เสียงพูดของพวกเขา"
ก็อ่อนหวานและสุภาพ มีรอยยิ้มตลอดเวลา แม้นว่าจะเป็นความจริงในเรื่องที่พวกเขาเปลือยกาย
แต่กิริยาของพวกเขาก็สง่างามและน่ายกย่องยิ่งนัก"

แต่ท้ายที่สุดก่อนจะออกเรือกลับไปยังสเปน โคลัมเบียก็ลักพาตัวชนเผ่าไตโน 10 คนกลับไปเพื่อฝึกอบรม
ให้ใช้ชีวิตแบบคนขาว "ดี บราวน์" ระบุว่า "หนึ่งในจำนวนนั้นเสียชีวิตลงเมื่อไปถึงสเปนได้ไม่นาน
แต่ก็ได้รับศีลล้างบาปให้เป็นชาวคริสต์แล้ว ชาวสเปนรู้สึกยินดีมากที่พวกเขาสามารถทำให้อินเดียน
คนแรกขึ้นสวรรค์ และไม่รั้งรอที่จะกระจายข่าวดีเช่นนี้ตลอดหมู่เกาะเวสท์ อินดีส์"

"ดี บราวน์" บรรยายต่อไปว่า "เมื่อเวลากว่า 3 ศตวรรษผ่านไปนับตั้งแต่โคลัมบัสเหยียบย่างขึ้นบนฝั่ง
ซาน ซัลวาดอร์ หรือประมาณ 2 ศตวรรษนับตั้งแต่ชาวอาณานิคมของอังกฤษเข้ามายังเวอร์จิเนียและ
นิวอิงแลนด์ ในระหว่างนั้นชนเผ่าไตโนผู้เป็นมิตรซึ่งให้การต้อนรับโคลัมบัสขึ้นฝั่ง ถูกล้างผลาญไปจน
หมดสิ้นแล้ว" แต่ก่อนที่เผ่าพันธ์ไตโนคนสุดท้ายจะจบชีวิต วัฒนธรรมเกี่ยวกับการกสิกรรมและหัตถกรรม
แบบง่ายๆ ของพวกเขาก็ถูกทำลายลง โดยมีไร่ฝ้ายซึ่งใช้แรงงานทาสเข้ามาแทนที่ ชาวอาณานิคมผิวขาว
โค่นต้นไม้ในป่าเขตร้อนลงเพื่อขยายเนื้อที่ทำไร่ ต้นฝ้ายทำให้ดินจืดลงอย่างรวดเร็ว ลมพายุแรงเพราะ
ปราศจากต้นไม้ปิดกั้นก็พัดเอาทรายมาปกคลุมพื้นที่เกือบหมด ชาวยุโรปที่ตามเขามาที่นั่น
ในภายหลังได้ทำลายพืชพันธ์บนเกาะและผู้อยู่อาศัยบนเกาะ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ นก ปลา
และหลังจากเปลี่ยนแปลงให้เป็นดินแดนรกร้างแล้ว พวกเขาก็ทอดทิ้งมันไป..." ชาวโรมันเคยเรียก
กลุ่มชนผิวขาวกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าพวกแวนดาล แฟรงค์ วิซิโกธ ออสโตรโกธ แซกซอน ฯลฯ ที่ทำสงคราม
รบกวนจักรวรรดิโรมันในยุคอดีตว่า พวก "อนารยชน"

แต่หลังจากที่กลุ่มชนเหล่านี้บุกทำลายและยึดดินแดนต่างๆ ของจักรวรรดิโรมัน ตั้งแต่ช่วงประมาณ
ค.ศ. 400 เป็นต้นมา และพยายามสร้างจักรวรรดิของตนเองขึ้นมาใหม่ จักรวรรดิของเขาเหล่านั้น
ก็แทบจะไม่แตกต่างไปจากจักรวรรดิเดิมที่ถูกพวกเขาทำลายลงไป

จะเป็นเพราะสาเหตุที่เขาทั้งหลายยอมรับเอาสิ่งที่เรียกว่า "อารยธรรมกรีก-โรมัน" มาใช้เป็นแบบแผน
ในการสร้างอาณาจักรของตนเอง หรือมันจะเป็นเพราะ "สัญชาติญาณของอนารยชน" ก็ไม่ทราบได้
แต่มันทำให้ ""สงคราม" ที่ก่อเกิดขึ้นโดยจักรวรรดิต่างๆ ดังกล่าว ยิ่งทวีความรุนแรงและความเหี้ยมโหด
ยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่เพียงแต่สงครามจะสามารถเกิดขึ้นโดย ไม่จำเป็นจะต้องมีสาเหตุแห่งความเกลียดชังหรือ
การทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว กระทั่งพวกเขาได้รับการตอบสนองด้วยการยกย่องอย่างบริสุทธิ์ใจ
หรือกระทั่งได้รับการศิโรราบก็แล้วแต่ แต่ "อารยธรรมของอนารยชน" กลายเป็นแรงผลักดัน
ให้พวกเขาต้องการครอบครองดินแดน แสวงหาผลประโยชน์เพื่อจักรวรรดิของตนเอง จนขีดความรุนแรง
ในการเข่นฆ่าสังหารอาจจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่า "สงคราม" โดยปกติหลายเท่า หลายครั้งมันแทบ
ไม่ต่างไปจากการ "ปล้นสะดม" อย่างดิบๆ กลายเป็นการ "สังหารหมู่" อย่างอำมหิต กลายเป็น
การทำลายล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ และธรรมชาติอย่างน่าสยดสยอง

ขุนพลสเปนอย่าง "เฮอร์นันโด คอร์เตส" พร้อมกำลังทหารไม่เกิน 400 คน ที่ได้รับการต้อนรับ
ปานประหนึ่งเป็น "เทพเจ้า" จากพระราชา "มองเตซูม่า" แห่งอาณาจักร "แอซเทค" ในเม็กซิโก
ได้ตอบแทนความเคารพด้วยการจับตัว "มองเตซูม่า" สังหาร เข่นฆ่าพลเมืองชาวแอซเทคอย่างเหี้ยมโหด
แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นปกครองอาณาจักรแห่งนี้แทนหลังปี ค.ศ. 1519 "ฟรังซิสโก ปิซาร์โร"
นำทหารสเปน 180 คน ค้นหา "ทองคำ" ในเขตอาณาจักร "อินคา" ในปี ค.ศ. 1530 แม้นว่าจะได้รับ
การต้อนรับด้วยไมตรีจิตรอย่างบริสุทธิ์ใจจากพระราชา "อตาฮอลพา" ของอินคาด้วยพระองค์เอง

แต่ปิซาร์โร ก็วางแผนทรยศจับตัวกษัตริย์อินคาเรียกร้องค่าไถ่เป็นทองคำและเงินสูงท่วมห้องขังพระราชา
และแม้นจะได้รับทองคำและเงินเต็มจำนวนที่เรียกร้องไปแล้วก็ตาม ปิซาร์โร ยังคงฆ่าพระราชาพร้อมกับ
นำกำลังทหารยึดกรุง "คุซโก" เมืองหลวงของอินคา พร้อมกับเข่นฆ่าขุนนางอินคาทั้งหมด จนอาณาจักร
อินคาล่มสลายเช่นเดียวกับอาณาจักรแอซเทคในเม็กซิโก

(ความเห็นส่วนตัว จึงอยากตั้งคำถามว่าคนไทยบางจำพวกที่ออกมาอ้างคำพูดต่างชาติ
คิดว่าทำตามแบบต่างชาติแล้วจะถือว่าเป็นผู้ที่เจริญแล้ว อยากเห็นต่างชาติทำให้ไทยล่มสลายเหมือนกับ
ที่ทำกับสองอาณาจักรข้างบนหรือไม่ ตัวคนที่ออกมาพูดเองก็จะไม่เหลือแม้แต่แผ่นดินจะให้ฝังศพด้วยซ้ำ
เพราะเสร็จภารกิจเขาก็ทำลายคนที่ร่วมมือกันทำลายชาติตนเองเหมือนกัน)

บนแผ่นดินใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือที่ชนเผ่าอินเดียนแดงนับล้านๆ เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่อันกว้างขวาง
ด้วยความสงบสันติมานานนับพันๆ ปี ไม่กี่ศตวรรษผ่านไป เผ่าพันธ์อินเดียนแดงกว่าครึ่งในทวีปนี้ถูกเข่นฆ่า
ลงไปในระดับ "สูญเผ่าพันธ์" ไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์ป่าจำนวนมากที่สูญพันธ์ไปเช่นกัน เผ่าวัมปาโน
เผ่าเซซาปีเก เผ่าชิคาโฮมินี เผ่าพอว์ฮาตาน ฯลฯ ในขณะนี้หลงเหลืออยู่เพียงชื่อและตำนานว่าเคยมีมนุษย์
ชนิดนี้อยู่ในทวีปอเมริกาเท่านั้น แผ่นดินของอินเดียนแดงที่กว้างขวางตั้งแต่อเมริกากลางไปจนถึงแคนาดา
ถูกหดแคบให้เหลือแค่ "พื้นที่เขตสงวนอินเดียน" เล็กกว่าพื้นที่ที่พวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่นับเป็นพันเป็นหมื่นเท่า
การล้างเผ่าพันธ์และการสังหารหมู่ที่ไม่ยกเว้นแม้แต่เด็ก ผู้หญิง คนชรา ถูกบันทึกยืนยันโดยเอกสาร หลักฐาน
นานาชนิด จนตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่ต่างอะไรไปจากชาวอาณานิคมอังกฤษจำนวนไม่กี่ร้อยคนที่ถูกส่งไปยัง
ทวีปออสเตรเลีย อีกไม่นานนัก "อนารยชน" เหล่านี้ก็ยึดทวีปทั้งทวีปและสร้างประวัติศาสตร์การเข่นฆ่า
ชาวอะบอริจิน ซึ่งเป็นเผ่าพันธ์มนุษย์เหมือนกับมนุษย์อื่นๆ ในระดับ
"ฆ่าเพื่อเอาเนื้อชาวอะบอริจินมาให้สุนัขของชาวผิวขาวกิน"

ปรากฏการณ์เหล่านี้ยังเกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย หรือในทุกพื้นที่ของโลกที่ "อนารยชน"
แห่งจักรวรรดิใหม่นำพา "อารยธรรม" ของพวกเขาไปถึง

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 พื้นที่โลกไม่น้อยกว่า 43 ล้าน 9 แสน ตารางกิโลเมตร อันเป็นที่อยู่อาศัย
ของประชากรโลกไม่น้อยกว่า 713 ล้าน 4 แสนคน ได้กลายเป็น "เมืองขึ้น" หรือ "อาณานิคม"
ของจักรวรรดิใหม่ "ดมิตตรี เยฟีโมฟ" อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรัสเซียรายหนึ่ง เคยรวบรวมภาพ
ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิต่างๆ ในยุโรปในยุค "ล่าอาณานิคม" เอาไว้ว่า

"ในขณะที่นักล่าอาณานิคมรุ่นแรกอย่างโปรตุเกสสูญเสียดินแดนที่ยึดครองในระยะหลังไปไม่น้อย
แต่ในยุคปลายของการล่าอาณานิคม พวกเขายังครอบครองดินแดนของผู้อื่นในเนื้อที่ใหญ่กว่า
พื้นที่ประเทศตัวเองถึง 23 เท่า ฮอลันดานั้นแม้นพื้นที่อาณานิคมจะลดลงไปเช่นเดียวกับโปรตุเกส
แต่เฉพาะพื้นที่ประเทศอินโดนีเซียที่ยังถูกพวกเขายึดครองก็มีขนาดใหญ่กว่าประเทศตัวเองถึง 60 เท่า
ฝรั่งเศสยึดครองดินแดนประเทศอื่นใหญ่กว่าประเทศตัวเองถึง 21 เท่า เบลเยียมที่พยายามสร้าง
ความเทียมหน้า-เทียมตา กับประเทศอื่นๆ ในยุโรปครอบครองดินแดนในทวีปต่างๆ ใหญ่กว่า
ประเทศตัวเองถึง 77 เท่า และอังกฤษซึ่งมีบทบาทสูงสุดในการล่าอาณานิคมของผู้อื่นครอบครอง
ดินแดนในทวีปต่างๆ ใหญ่กว่าประเทศตัวเองถึง 120 เท่า จนทำให้จักรวรรดิแห่งนี้ได้รับสมญานาม
ว่าเป็น จักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน"

narong:
Tweet


ศตวรรษที่ 21 ศตวรรษแห่งสงคราม?

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 "คาร์ล ปอปเปอร์" นักปรัชญาชาวออสเตรียที่มาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษ
ได้พยายามพูดถึงแบบแผนของ "ระบบสังคม" ในโลกว่า ควรมีพื้นฐานมาจากแรงผลักดันของ "เสรีภาพ"
ในการแสวงหาความสุขสมบูรณ์ของมวลมนุษย์ โดยให้คำนิยามถึงระบบสังคมชนิดนี้ว่า "สังคมเปิด"
(โอเพ่น โซไซตี้)

"อัลวิน ทอฟเลอร์" นักวิจารณ์สังคมชื่อดังในอเมริกาที่เขียนหนังสือหลายเล่มเผยแพร่ไปทั่วโลก
ได้แบ่งวิวัฒนาการของโลกในยุคต่างๆ มาตั้งแต่ "ยุคคลื่นลูกที่หนึ่ง" (สังคมการเกษตร), "ยุคคลื่นลูกที่สอง"
(สังคมอุตสาหกรรม) และจินตนาการอันพิสดารน่าตื่นตาตื่นใจของเขาในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่
"ยุคคลื่นลูกที่สาม" (สังคมเทคโนโลยี) นั้น มีรายละเอียดลึกลงไปถึงวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคล, ครอบครัว,
องค์กรบริษัท, ระบบการเมือง-เศรษฐกิจ-การทหารที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นตะลึง อันเกิดจากการค้นพบ
ความก้าวหน้าทางวิทยาการและองค์ความรู้ใหม่ๆ และภายใต้สีสันอันพิสดารนี้นั้น สังคมโลกอนาคตของเขา
สังคมโลกอนาคตของเขาตั้งอยู่บนพื้นฐานของสังคมที่ถูกขับดันด้วย "แรงปรารถนาแห่งความต้องการ
อันไม่สิ้นสุดของมนุษย์" ซึ่งทำให้เขาเรียกสังคมชนิดนี้ว่า สังคมในแบบที่แยกศาสนาและรัฐ ออกจากกัน
หรือ สังคมโลกียะ (เซ็กส์คิวเลอร์ โซไซตี้ - secular society)

"ซามูเอล ฮันติงตัน" นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการทหารคนสำคัญในสหรัฐอเมริกา
ได้พยายามอธิบายถึง "ความยิ่งใหญ่" ของสังคมที่พัฒนามาจาก "อารยธรรมที่ใช้เหตุ-ใช้ผล"
อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก "อารยธรรมกรีก-โรมัน" ซึ่งเคยพยายามครอบครองโลกมาในยุคอดีต

โลกในอนาคตของนักคิด-นักวิจารณ์เหล่านี้ มีลักษณะเกือบจะไม่แตกต่างไปจากโลกในจินตนาการ
ของบรรดาพ่อค้า, นักล่าอาณานิคม, นักจักรวรรดินิยมในยุคอดีตหรือยุคใหม่สักเท่าไหร่ ที่การแสวงหา
กำไร, เมืองขึ้น, แผ่นดินใหม่ๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุดนั้นเป็นเสมือนหนึ่ง "สัญชาติญาณ" หรือแรงปรารถนา
ทางธรรมชาติของมนุษย์

"จอร์จ บอล" อดีตปลัดกระทรวงเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา เคยพยายามสะท้อนจินตนาการ
ถึงโลกแห่งพ่อค้าในอนาคต ในความคิดเห็นของเขาเอาไว้ในคำกล่าวปราศรัยต่อคณะกรรมการหอการค้า
ระหว่างประเทศที่ประเทศอังกฤษ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 โดยบอกเอาไว้ว่า

"ในอนาคตข้างหน้า เขตแดนทางการเมืองของรัฐชาตินั้น คับแคบ และจำกัดขอบเขตกิจกรรมของ
ธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว บรรษัทที่มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจระดับโลก มีแนวโน้มที่
อยากจะเห็นโลกที่มิได้มีเพียงเฉพาะสินค้าเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี แต่จะต้องรวมไปถึง
ปัจจัยการผลิตทั้งหมดด้วย"

และในช่วงที่สงครามเย็นยุติลงไปหมาดๆ "อะกิโอะ มอริตะ" ผู้ก่อตั้งและประธานบรรษัทธุรกิจข้ามชาติ
อย่าง "โซนี่" ได้พยายามกระตุ้นให้มีการ จัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order)
http://en.wikipedia.org/wiki/New_World_Order
เพื่อรองรับโลกในอนาคต โดยการเขียนจดหมายเปิดผนึกตีพิมพ์ในวารสาร "แอตแลนติก" รายเดือน
ในเดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 1993 ว่า "ถึงเวลาแล้ว ที่ผลประโยชน์ท้องถิ่น, วัฒนธรรมท้องถิ่น
ตลอดจนสัญลักษณ์อื่นๆ ที่แสดงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นหรือรัฐชาติ จะต้องยอมให้ความดีงามที่
กว้างใหญ่ไพศาลกว่า อันเป็นผลจากเสรีภาพทางการค้าในระบบตลาดเสรี ได้เข้ามาแทนที่"

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีการอธิบายภาพของโลกในอนาคตผ่านคำนิยามว่าด้วยความสูงส่งของ "เสรีภาพ"
ความน่าตื่นตาตื่นใจของ "วิทยาการและเทคโนโลยี" ความยิ่งใหญ่ทาง "อารยธรรม" หรือ ความคึกคัก
ของ "กิจกรรมธุรกิจในอนาคต" ก็แล้วแต่ โลกในอนาคตตามแนวทางเช่นนี้ ได้เคยถูกสรุปโดย
"เดวิด ซี เคอร์เตน" ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "เวน เดอะ คอปเปอเรชั่นส์ รูล เดอะ เวิล์ด" ให้เห็นถึง
สาระหลักๆ ของแก่นความคิดเหล่านี้เอาไว้ว่า

"ถ้าหากจะอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ถึงข้อปฏิบัติที่สถาปนิกแห่งโลกาภิวัฒน์เป็นผู้เสนอ โลกในอุดมคติ
ของนักโลกานิมิตจะมีลักษณะด้งต่อไปนี้
1. เงินตราของโลก เทคโนโลยี และตลาด จะถูกควบคุมและจัดการโดยโลกาบรรษัทยักษ์ใหญ่
2. วัฒนธรรมผู้บริโภคจะถูกหลอมให้เป็นหนึ่งเดียวในทิศทางของการเสาะแสวงหาความพึงพอใจทางวัตถุ
3. มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ในระดับโลกจาก "แรงงาน" ในท้องที่ต่างๆ เพื่อจะให้บริการแก่ ผู้ลงทุน
ในลักษณะที่ผู้ลงทุนจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
4. บรรษัทสามารถทำอะไรก็ได้บนพื้นฐานกำไร โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อประเทศ
และท้องถิ่น
5. ความสัมพันธ์ทั้งปัจเจกบุคคลและบรรษัทจะถูกกำหนดทั้งหมดโดย ตลาด
6. ไม่มีที่ว่างสำหรับความจงรักภักดีต่อสถานที่และชุมชน"

ในความพยายามเผยแพร่แนวคิด ผลักดันให้โลกเป็นไปในลักษณะนี้ ในแบบแผนของ "ระบบสังคมเปิด"
ของ "คาร์ล ปอบเปอร์" เขาได้มองเห็นถึงจุดแห่งการปะทะขัดแย้งอย่างดุเดือดรุนแรงไม่น้อยใน
กระบวนการวิวัฒนาการไปสู่สังคมที่ว่า เมื่อเสรีภาพในการแสวงหาความสุขสมบูรณ์ของมนุษย์
นำพามนุษย์เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "ความตึงเครียดของความศิวิไลซ์"

เช่นเดียวกันกับการ "พัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพื้นฐานมาจากสังคมโลกียะ" ของ "อัลวิน ทอฟเลอร์"
ไม่ว่าเขาจะมองเห็นองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีว่าจะก้าวไปในระดับไหนก็แล้วแต่ เขาก็อดแสดงความห่วงใย
ถึง "อุปสรรคขัดขวาง" อันอาจจะเกิดจาก "กลุ่มคนที่ต้องการย้ายอำนาจประชาธิปไตยแห่งศตวรรษที่ 21"
กลับไปสู่ยุคมืดแห่งศตวรรษที่ 11 ไม่ได้ ไม่ต่างไปจาก "ซามูเอล ฮันติงตัน" ที่มองเห็นถึงความเป็นไปได้
ในการ "เผชิญหน้า" กันระหว่าง "อารยธรรมกรีก-โรมัน กับอารยธรรมที่แตกต่างออกไป" "ปอปเปอร์"
ได้พยายามปลุกปลอบใจให้ผู้สนับสนุนสังคมเปิดทั้งหลาย มี "ความกล้าหาญ" และ"ความมั่นใจต่อ
ศักยภาพมนุษย์" ที่จะต้องก้าวผ่านจุดปะทะแตกหักในภาวะความตึงเครียดของความศิวิไลซ์ไปให้ได้

"ทอฟเลอร์" ได้เรียกร้องให้พวก "จิตนิยมเข้มข้น" หรือพวก "ออร์เธอร์ด็อกซ์" ทั้งหลายเร่งหาทางปรับตัว
ให้เข้ากับสังคมโลกียะ หรือมิฉะนั้นจะต้อง "ขจัดอุปสรรค" เหล่านี้ออกไป

ไม่ต่างไปจากการเผชิญหน้าระหว่างอารยธรรมกรีก-โรมัน กับอารยธรรมที่แตกต่างออกไปของ "ฮันติงตัน"
ที่อาจจะก้าวไปสู่ "การปะทะทางอารยธรรม"

"ไมเคิล แคลร์" นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ซึ่งคลุกคลีกับการสังเกตความเคลื่อนไหวทางการเมือง-
การทหารของประเทศผู้นำทุนนิยมโลก และประเทศที่ประกาศว่าจะ "จัดระเบียบโลกใหม่" ให้กับ
ศตวรรษที่ 21 ผู้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า "รีสอร์ท วอร์-นิว แลนด์สเคป ออฟ โกลเบิล คอนฟลิค" หรือ
สงครามทรัพยากร-มิติใหม่ของสงครามโลก" ได้เคยกล่าวถึง "การปรับยุทธศาสตร์การเมือง-การทหาร"
ของประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เอาไว้ว่า ความพยายามปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์
การเมือง-การทหาร ของประเทศสหรัฐอเมริกาหลังสงครามเย็นยุติไปแล้ว ได้สะท้อนให้เห็นถึง
"สัญญาณทางการทหาร" ที่มุ่งไปสู่ "การแย่งชิงทรัพยากรสำคัญๆ ที่กำลังขาดแคลนในโลกมากขึ้นเรื่อยๆ"

เขาได้ทำนายเอาไว้ล่วงหน้าประมาณ 6 เดือน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สำคัญระดับโลก หรือเหตุการณ์
ที่ว่ากันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลกในเวลาต่อมา นั่นก็คือ ก่อนจะเกิดเหตุการณ์วินาศกรรม
ในประเทศสหรัฐฯเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ประมาณ 6 เดือน "ไมเคิล แคลร์" ชี้ให้เห็นว่า
ยุทธศาสตร์การเมือง-การทหารของอเมริกากำลังปรับตัวมุ่งไปสู่การวางน้ำหนักทางทหารเข้าไปในพื้นที่
ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรด้านพลังงานที่ยังไม่มีการขุดค้นมาใช้ โดยเฉพาะความพยายามเข้าไปมีบทบาท
ในประเทศบริเวณ "เอเชียกลาง" ที่เชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำมันอยู่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณ
น้ำมันสำรองของโลก รวมทั้งพื้นที่ที่ยังคงเหลือทรัพยากรสำรองแหล่งอื่นๆ ไม่ว่าแอฟริกา ตะวันออกกลาง
และรวมไปถึงทะเลจีนใต้ เขาสรุปว่า "สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์สำคัญที่สุด คือจะเกิดยุทธศาสตร์โลก
แบบใหม่ ที่วางอยู่บนปัญหาความขลาดแคลนทรัพยากรโดยไม่สนใจเขตแดนทางการเมืองเป็นสาระสำคัญ
อีกต่อไป"

และภายหลังจากที่เหตุการณ์ 11 กันยายน ปรากฏตัวขึ้นมา "สงครามครั้งใหม่" ก็ปรากฏตัวขึ้นมาในโลก
ด้วยการประกาศของผู้นำรัฐบาลอเมริกาว่า พวกเขาจะทำสงครามกับการก่อการร้ายที่อาจจะมีอาณาเขต
กว้างขวางพัวพันไปถึง 60 ประเทศทั่วโลก และอาจจะใช้ระยะเวลาในการทำสงครามไม่น้อยกว่า 50 ปี
ขึ้นไป ในการกล่าวสุนทรพจน์รายงานประจำปี ค.ศ. 2002 ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช บอกกับ
ชาวอเมริกันและชาวโลกเอาไว้ว่า ปีนี้เป็น "ปีแห่งสงคราม"

narong:
Tweet


วันที่ 11 กันยายน 2001 วันแห่งการเปลี่ยนแปลงโลก

ในขณะที่ "นักโลกานิมิต" ทั้งหลาย พยายามชี้ชวนให้เราเห็นถึงด้านที่สดใส ความสุขสมบูรณ์
ความมั่งคั่ง สีสันพิสดารจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ฯลฯ รออยู่ในอนาคตข้างหน้า

แต่ความจริง ในโลกปัจจุบันกลับสะท้อนให้เห็นถึง "ความขาดแคลน" ปรากฏต่อนานาสรรพสิ่งชัดเจน
ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ความพยายามแสวงหาความสุขสมบูรณ์ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเร่งรีบของ
ประเทศต่างๆ ในโลกที่หันมาเดินใน "เส้นทางทุนนิยม" แบบเดียวกันทั้งสิ้น ส่งผลให้ "ทรัพยากรน้ำมัน"
กำลังก้าวไปสู่ "จุดสูงสุดของการผลิต" ภายใน 10-20 ปีข้างหน้า

ในขณะที่ผู้คนจำนวนหนึ่งในโลกกำลังเพลิดเพลินเจริญใจกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ
ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั่วโลก วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมทันสมัยที่ไม่เคยประสบความขาดแคลนน้ำดื่ม,น้ำสะอาด
แต่ประชากรโลกไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านคน กำลังขาดน้ำสะอาดสำหรับบริโภค อีก 2,400 ล้านคน
บริโภคน้ำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ในขณะที่ปริมาณอาหารอันอุดมสมบูรณ์ถูกลำเลียงข้ามโลกมาตอบสนองความต้องการของประชากร
ที่อยู่ไกลจากแหล่งอาหารนับเป็นพันเป็นหมื่นไมล์ ที่ดินที่เคยใช้เพาะปลูกในโลกปัจจุบันนี้ขนาด
ไม่น้อยกว่าทวีปอเมริกาเหนือทั้งทวีป รวมไปถึงพื้นที่ประเทศเม็กซิโก กลับกลายสภาพเป็นพื้นที่ดิน
ที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้อีกต่อไปแล้ว เพราะการสะสมของปริมาณเกลือในดิน ปริมาณสัตว์ป่า
ไม่น้อยกว่า 11,000 สายพันธ์กำลังสูญหายไปจากโลก ป่าโบราณที่เหลืออยู่ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
กำลังจะหมดสภาพไปในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ชั้นบรรยากาศกำลังถูกคุกคามด้วยปริมาณก๊าซคาร์บอน
มากถึง 750 พันล้านตัน หรือสูงที่สุดจากการคำนวณย้อนหลังกลับไป 200,000 ปี และกำลังจะเพิ่มขึ้น
ต่อไปปีละไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านตัน จนความร้อนจากอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศในอนาคต อาจจะทำให้
ทวีปบางทวีปกลายเป็นทะเลทรายได้ไม่ยาก ไหล่ทวีปหลายแห่งอาจจะจมอยู่ใต้บาดาล โรคระบาด
อาจจะฟื้นกลับคืนมาใหม่และ "กลายพันธ์" จนยากที่จะหาตัวยาใดๆ ไปสะกดได้ทัน ฯลฯ

ภาวะเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเพราะปริมาณของพลโลกมีจำนวนมากเพิ่มขึ้นจนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
"ขาดแคลน" ลงไปเท่านั้น แต่มันเกิดจากแรงผลักดันของ "ความต้องการความสุขที่ไร้ขอบเขต"
โดยปราศจากความสนใจในการ "แบ่งปัน" ระหว่างกันและกัน นักวิชาการในองค์กรระหว่างประเทศ
บางรายถึงกับเปรียบเทียบเอาไว้ว่า ถ้าหากเราไม่พยายามควบคุมความต้องการอันไร้ขอบเขตให้ลดลง
และหันมาสนใจการแบ่งปันระหว่างกันและกันให้มากขึ้น ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าเราอาจจะต้องหาโลก
อีก 2 ใบมามาเตรียมเอาไว้ มันถึงจะสามารถตอบสนองพลโลกที่กำลังก้าวเดินไปในทิศทางเช่นนี้ได้พอ

แต่ในเมื่อในขณะนี้ มันมีอยู่โลกเดียวเท่านั้น ศตวรรษที่ 21 ที่ใครต่อใครวาดฝันเอาไว้ว่าอาจจะเป็น
"ศตวรรษที่แห่งสันติภาพ" ก็เลยย้อนกลับไปสู่รอยเท้าเก่าๆ ที่เคยปรากฏมาตลอดประวัติศาสตร์นั่นเอง
นั่นคือ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสรุปกันที่ สงคราม

แม้นว่าจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ "ความซับซ้อนที่อยู่เบิ้องหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001" ยังไม่มี
ความกระจ่างชัดในหลายๆ เรื่องคำถามถึง "การโกหกคำโต" ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในกรณีการวินาศกรรม
ตึกเวิร์ดเทรดและอาคารเพนตากอนของนักเขียนในฝรั่งเศส ข้อมูลหลักฐานว่าด้วย "การแจ้งเตือนล่วงหน้า"
ต่อชาวอิสราเอลประมาณ 4,000 คน ที่ทำงานอยู่ในตึกเวิร์ดเทรด โดยบริษัท "โอดิโก" ที่ทำหน้าที่
ส่งข่าวสารของอิสราเอลให้กับสำนักงานหลายแห่งในตึกเวิร์ดเทรด ก่อนที่เครื่องบินผู้ก่อการร้ายจะพุ่งชน
อาคารถึง 2 ชั่วโมง

MOSSAD – THE ISRAELI CONNECTION TO 9/11

By Christopher Bollyn
Exclusive to American Free Press

U.S. investigators and the controlled media have ignored a preponderance of evidence
pointing to Israel's intelligence agency, the Mossad, being involved in the terror attacks of 9/11.

From the very morning aircraft smashed into the World Trade Center (WTC) and the Pentagon,
news reports have indicated Israeli intelligence being involved in the events of 9/11 –
and the planting of "false flags" to blame Arab terrorists and mold public opinion to support
the pre-planned "war on terror."

Shortly after the destruction of the twin towers, radio news reports described five
"Middle Eastern men" being arrested in New Jersey after having been seen videotaping
and celebrating the explosive "collapses" of the WTC.

These men, from a phony moving company in Weehawken, N.J., turned out to be
agents of Israeli military intelligence, Mossad. Furthermore, their "moving van"
tested positive for explosives.

Dominic Suter, the Israeli owner of Urban Moving Systems, the phony "moving company,"
fled in haste, or was allowed to escape, to Israel before FBI agents could interrogate him.
The Israeli agents were later returned to Israel on minor visa violations.

The Assistant Attorney General in charge of criminal investigations at the time was
Michael Chertoff, the current head of the Dept. of Homeland Security. Chertoff,
the son of the first hostess of Israel's national air carrier,
El Al, is thought to be an Israeli national.

One of the Israeli agents later told Israeli radio that they had been sent to
"document the event" – the event which took the lives of some 3,000 Americans.

Despite the fact that the Israelis arrested in New Jersey evidently had prior knowledge
or were involved in the planning of 9/11, the U.S. mainstream media has never
even broached the question of Israeli complicity in the attacks.

ISRAELIS FOREWARNED

On September 12, 2001, the Internet edition of The Jerusalem Post reported,
"The Israeli foreign ministry has collected the names of 4,000 Israelis believed to
have been in the areas of the World Trade Center and the Pentagon
at the time of the attack."

Yet only one Israeli was killed at the WTC and two were reportedly killed
on the "hijacked" aircraft.

Although a total of three Israeli lives were reportedly lost on 9/11,
speechwriters for President George W. Bush grossly inflated the number of
Israeli dead to 130 in the president's address to a joint session of Congress
on September 20, 2001.

The fact that only one Israeli died at the WTC, while 4,000 Israelis were thought to
have been at the scene of the attacks on 9/11 naturally led to a widespread rumor,
blamed on Arabic sources, that Israelis had been forewarned to stay away that day.

"Whether this story was the origin of the rumor," Bret Stephens,
the Post's editor-in-chief wrote in 2003, "I cannot say.
What I can say is that there was no mistake in our reporting."

ODIGO INSTANT MESSAGES

Evidence that Israelis had been forewarned several hours before the attacks
surfaced at an Israeli instant messaging service, known as Odigo. This story,
clear evidence of Israeli prior knowledge, was reported only briefly in the U.S. media
– and quickly forgotten.

At least two Israel-based employees of Odigo received warnings of an imminent attack
in New York City more than two hours before the first plane hit the WTC.
Odigo had its U.S. headquarters two blocks from the WTC. The Odigo employees,
however, did not pass the warning on to the authorities in New York City,
a move that could have saved thousands of lives.

Odigo has a feature called People Finder that allows users to seek out and contact
others based on certain demographics, such as Israeli nationality.

Two weeks after 9/11, Alex Diamandis, Odigo's vice president, reportedly said,
"It was possible that the attack warning was broadcast to other Odigo members,
but the company has not received reports of other recipients of the message.”

The Internet address of the sender was given to the FBI, and two months later
it was reported that the FBI was still investigating the matter. There have been
no media reports since.

Odigo, like many Israeli software companies, is based and has its Research and Development
(R&D) center in Herzliya, Israel, the small town north of Tel Aviv, which happens to be
where Mossad's headquarters are located.

Shortly after 9/11, Odigo was taken over by Comverse Technology, another Israeli company.
Within a year, five executives from Comverse were reported to have profited by more than
$267 million from "insider trading."

Through Israeli "venture capital" (VC) investment funds, Mossad spawns
and sponsors scores of software companies currently doing business in the United States.
These Israel-based companies are sponsored by Mossad funding sources such as Cedar Fund,
Stage One Ventures, Veritas Venture Partners, and others.

As one might expect, the portfolios of these Mossad-linked funding companies contain only
Israeli-based companies, such as Odigo.

Reading through the strikingly similar websites of these Israeli "VC" funds and their
portfolio companies, one can't help but notice that the key "team" players share
a common profile and are often former members of "Israel's Intelligence Corps"
and veterans of the R&D Department of the Israel Air Force or another branch of the military.
Most are graduates of Israel's "Technion" school in Haifa, Mossad's Interdisciplinary Center
(IDC) in Herzliya, or a military program for software development.

The IDC, a private, non-profit university, is closely tied to the Mossad. The IDC has
a "research institute" headed by Shabtai Shavit, former head of the Mossad from
1989 to 1996, called the International Policy Institute for Counter-Terrorism.

The IDC also has a "Marc Rich Center for the Study of Commodities, Trading
and Financial Markets" and a "Lauder School of Government, Diplomacy and Strategy."
The cosmetics magnate Ronald S. Lauder, who is a supporter of Israel's Prime Minister
Ariel Sharon and his far-right Likud Party, founded the Lauder school.

Lauder, president of the Jewish National Fund and former chairman of
New York Governor George Pataki's Commission on Privatization, is the key individual
who pushed the privatization of the WTC and former Stewart AFB,
where the flight paths of the two planes that hit the twin towers oddly converged.
Ronald Lauder played a significant, albeit unreported, role in the preparation for 9/11.

Pataki's wife, Libby, has been on Lauder's payroll since at least 2002 and reportedly
earned $100,000 as a consultant in 2004. According to The Village Voice, between 1994
and 1998, Gov. Pataki earned some $70,000 for speaking to groups affiliated with Lauder.

THE PTECH CUTOUT

Ptech, a mysterious software company has been tied with the events of 9/11.
The Quincy, Massachusetts-based company was supposedly connected to
"the Muslim Brotherhood" and Arab financiers of terrorism.

The firm's suspected links with terrorism resulted in a consensual examination by
the FBI in December 2002, which was immediately leaked to the media.
The media reports of the FBI "raid" on Ptech soon led to the demise of the company.

Ptech "produced software that derived from PROMIS, had an artificial intelligence core,
and was installed on virtually every computer system of the U.S. government and
its military agencies on September 11, 2001," according to Michael Ruppert's From
the Wilderness (FTW) website.

"This included the White House, Treasury Dept. (Secret Service), Air Force, FAA, CIA, FBI,
both houses of Congress, Navy, Dept. of Energy, IRS, Booz Allen Hamilton, IBM, Enron
and more," FTW reported.

"Whoever plotted 9/11 definitely viewed the FAA as the enemy that morning.
Overriding FAA systems would be the most effective way to ensure the attacks
were successful," FTW reported. "To do this, the FAA needed an evolution of
PROMIS software installed on their systems and Ptech was just that; the White House
and Secret Service had the same software on their systems –
likely a superior modified version capable of 'surveillance and intervention' systems."

But did the U.S. government unwittingly load software capable of
"surveillance and intervention" operations and produced by a company linked to terrorism
onto its most sensitive computer networks, or was Ptech simply a Mossad "cutout" company?

Oussama Ziade, a Lebanese Muslim immigrant who came to the U.S. in 1985,
founded Ptech in 1994. But the company's original manager of marketing and
information systems was Michael S. Goff, whose PR firm, Goff Communications, currently
represents Guardium, a Mossad-linked software company.

And Goff comes from a well-to-do line of Jewish Masons who have belonged to
Worcester's Commonwealth Lodge 600 of B'nai Brith for decades. So, why would
a recently graduated Juris Doctor in Law leave a promising law career to join forces
with a Lebanese Muslim's upstart company sponsored with dodgy funders in Saudi Arabia?

"As information systems manager [for Ptech], Michael handled design, deployment
and management of its Windows and Macintosh, data, and voice networks,"
Goff's website says. "Michael also performed employee training and handled
all procurement for software, systems and peripherals."

AFP asked Goff, who left the Worcester law firm of Seder & Chandler in 1994,
how he wound up working at Ptech. "Through a temp agency," Goff said. Asked for
the name of the agency, Goff said he could not remember.

Could it be Mossad Temps, or maybe Sayan Placement Agency?

Goff, the original marketing manager for Ptech software, said he did not know who had
written the code that Ptech sold to many government agencies. Is this believable?

Goff leaves a legal practice in his home town to take a job, through a temp agency,
with a Lebanese Muslim immigrant who is selling software, and he doesn't know
who even wrote the code?

AFP contacted the government agencies that reportedly have Ptech software
on their computers, and IBM, to ask if they could identify who had written
the source code of the Ptech software.

By press time, only Lt. Commander Ron Steiner of the U.S. Navy's Naval Network Warfare
Command had responded. Steiner said he had checked with an analyst and been told that
none of the Ptech software has been approved for the Navy's enterprise networks.

Finis

Photo: David Rockefeller, who built the World Trade Center, with Gov. George Pataki,
Mayor Bloomberg, and the Mossad "sayan" Ronald Lauder

http://www.rumormillnews.com/cgi-bin/archive.cgi?read=68985
http://www.tbrnews.org/Archives/a048.htm

ซึ่งได้รับการเปิดเผยอย่างมีน้ำหนักโดยอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐฯ เอง หรือความรับรู้ของ
หน่วยงานสืบราชการลับสหรัฐฯ "ซีไอเอ" ที่ล่วงรู้แผนการวินาศกรรมล่วงหน้าแต่ปราศจากการแจ้งเตือนใดๆ
ต่อประชาชนชาวสหรัฐฯ ฯลฯ

แต่ท้ายที่สุด ผลของการก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯ ครั้งนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็น "ข้ออ้าง" หรือ "จุดเริ่มต้น" ในการ
"ประกาศสงครามกับการก่อการร้าย" ของสหรัฐเอมริกา จนทำให้ผู้นำเยอรมนีอย่างนาย "แกรฮาร์ด ชโรเดอร์"
เอ่ยวาทะว่า "วันที่ 11 กันยายน 2001 คือ วันเปลี่ยนแปลงโลก"

ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 เป็นที่ทราบกันดีว่า เค้าลางความเคลื่อนไหวทางการทหารของ
รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ปรากฏให้เห็นอย่างกว้างขวางชัดเจนตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2001 ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของ
"บริษัท แรนด์" บริษัทรับจ้างศึกษาปัญหาทางยุทธศาสตร์ให้กับรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งได้ข้อสรุปเสนอต่อ
รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2001 ให้สหรัฐฯ หันมาวางน้ำหนักยุทธศาสตร์ความมั่นคง
ของตัวเองเอาไว้ในเขตเอเชียและแปซิฟิคเป็นหลัก แจ้งเตือนถึงการขยายตัวของอำนาจทางทหารในประเทศ
สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งความเปราะบางของความขัดแย้งกรณี "จีน-ไต้หวัน" เสนอให้ย้ายฐานทัพสหรัฐฯ
ไม่ว่าในส่วนกองทัพอากาศ, กองทัพเรือ มาอยู่ที่เกาะกวม เพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนย้ายกำลังหาทางเปลี่ยน
ฟิลิปปินส์ ให้กลายเป็นฐานรองรับสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารครั้งใหม่ เสนอให้ขยายฐานทัพอากาศโอกินาวา
ในญี่ปุ่นออกไปสู่เกาะริวกิว ฯลฯ

ที่ปรึกษาคนสนิทของรัฐมนตรีกลาโหม "โดนัลด์ รัมส์เฟล"

นาย "แอนดรูว์ ดับเบิ้ลยู มาร์แชล"

ได้เริ่มร่างแผนการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทหาร โดยมุ่งหมายจะทำให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อันถือว่า
เป็นเขตเป้าหมายสำคัญที่สุดในการวางแผนทางทหารเกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบ "อย่างถึงรากถึงโคน"

เจ้าหน้าที่เพนตากอนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ในช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2001 ว่า
"เรากำลังมีการยุทธ์เพื่อแย่งชิงอิทธิพลในเอเชีย" ในขณะที่ พลเอก คอลิน เพาเวลล์

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่า "เราขอยืนยันว่าสหรัฐฯ นั้นเป็นชาติแปซิฟิกและเป็นชาติแปซิฟิก
แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว และก็จะยังคงเกี่ยวข้องอยู่ในภูมิภาคนี้ทั้งทางการเมือง การทูต และด้วยการมี
กำลังทหารของเราด้วย"

"จอร์จ อาร์ เปอร์โควิค" ผู้เชี่ยวชาญด้านกองกำลังแห่งสถาบัน ดับเบิ้ลยู อัลตัน โจนส์ ฟาวน์เดชั่น
ได้อธิบายถึงข่าวที่รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียม "ยกเลิกการบอยคอตอินเดีย" ก่อนหน้าเหตุการณ์ 11 กันยายน
ไม่กี่เดือนว่า "อันที่จริงเราไม่ได้แคร์อินเดียในฐานะที่เป็นประเทศอินเดียสักเท่าไหร่ แต่เราแคร์ในฐานะ
ที่มีความใกล้ชิดกับจีน"

"ดร. ฉี เซี่ยง หนี" คณบดีภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาวิทยาลัย "ฟูดาน" ของจีน และผู้อำนวยการ
ศุนย์อเมริกาศึกษาซึ่งเดินทางไปบรรยายในการสัมนาเรื่อง "ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ" ที่กรุงวอชิงตันก่อนหน้า
เกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน หลายเดือน ได้เคยกล่าวเตือนว่า "การที่สหรัฐอเมริกาส่งกำลังทหาร 500 คน
เข้าไปในประเทศเอเชียกลางอย่างคาซัคสถาน ทำให้เกิดการตีความการกระทำของอเมริกาในทัศนะของจีน
ในแง่ไม่ดีนัก หรือทำให้ความเชื่อในเรื่องที่ว่าสหรัฐฯ ฝักใฝ่ต่อความคิดที่จะเป็นมหาอำนาจรายเดียว
และพยายามสร้างลัทธิครองความเป็นเจ้า เพื่อปิดล้อมจีนมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น"

เหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 จะมีเบื้องหลังเป็นเช่นไรก็แล้วแต่ แต่ภายหลังจากที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว
ยุทธศาสตร์การเมืองและการทหารของสหรัฐอเมริกา ที่วางเอาไว้ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายนจะเกิดขึ้น
ก็ถูกทำให้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยการนำเอาเหตุการณ์ 11 กันยายนมาใช้เป็น
"ข้ออ้าง" ด้วยกันทั้งสิ้น

โลกภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน จึงกลายเป็นโลกที่ตกอยู่ภายใต้แผนทางยุทธศาสตร์ของประเทศ
ผู้นำทุนนิยมโลก ซึ่งผงาดขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจเดียว" ในโลกยุคนี้ จนความยิ่งใหญ่ของอเมริกาถูกนำ
ไปเปรียบเทียบกับความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิที่ทะเยอทะยานอยากจะปกครองโลกทั้งโลก หรือเชื่อว่า
ศูนย์กลางของโลกอยู่ที่จุดศูนย์กลางในจักรวรรดิของตัวเอง นั่นก็คือ "จักรวรรดิโรมัน" ในยุคอดีต
อเมริกาได้กลายเป็น "จักรวรรดิโรมันยุคใหม่" ที่อาจจะแตกต่างไปจากยุคอดีตตรงที่ว่า
ความยิ่งใหญ่ของมันอาจจะมากกว่าในยุคอดีตหลายต่อหลายเท่า

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป