ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
เมษายน 20, 2014, 03:25:49
93,850 กระทู้ ใน 7,617 หัวข้อ โดย 9,091 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: xztwz157
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  รวมเรื่องสั้น  |  ใต้ร่มพระบารมี 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ใต้ร่มพระบารมี  (อ่าน 16116 ครั้ง)
deja
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 08:34:43 »


“ใต้ร่มพระบารมี”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   บ่ายแก่ๆที่หน้าโรงเรียนมัธยมศึกษาตั้งอยู่ติดถนนใหญ่แห่งหนึ่ง แม้การจราจรติดขัดเนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่ขับรถมารับลูกหลาน แต่สถานการณ์บนทางเท้ากลับพลุกพล่านยิ่งกว่า ด้วยจำนวนนักเรียน และผู้ปกครอง รวมทั้งร้านรถเข็นที่ขายของกินสารพัดอย่างเอาใจเด็กกำลังโต ลูกชิ้นทอด ขนมปังปิ้ง โรตี หมูปิ้ง และส้มตำไก่ย่างที่ปล่อยควันโขมง   
   ทองคำกับจำปี สองคนผัวเมียช่วยกันขายส้มตำไก่อย่างที่หน้าโรงเรียนนี้มาหลายปี เช่นเดียวกับวันนี้ แม้อากาศร้อนอบอ้าว แต่จำปีมีหน้าตาแจ่มใส ตำส้มตำครกแล้วครกเล่าอย่างเพลิดเพลิน โดยมีสามีเป็นผู้ช่วยที่คล่องแคล่ว สามารถแยกประสาทแยกสมาธิฟังรายการวิทยุกับเสียงรถยนต์ได้อย่างไม่สับสน
   “... การชุมนุมที่ท้องสนามหลวงนี้ ถ้าไม่มีคนจุดกระแส ถ้าไม่มีคนนำ ก็ไม่มีคนมาชุมนุม คิดว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ ถ้าไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นก็ไม่มีปัญหา และที่สำคัญที่สุด ผมขอให้ประชาชนยึดพระราชดำรัสของในหลวง ...”
   เสียงข่าวจากวิทยุขนาดเล็กที่ทองคำวางไว้บนตู้กระจกดังขึ้นมาหลังจบรายการเพลง ผู้ปกครองสองคนที่ยืนรอส้มตำอยู่ฟังอย่างตั้งใจ จนกระทั่งโฆษกเปลี่ยนไปอ่านข่าวอื่น ทั้งคู่จึงพูดคุยกัน
   “ฉันละไม่เข้าใจคนพวกนี้จริงๆ บ้านเมืองกำลังต้องการความสมานฉันท์ ยังออกมาชุมนุมกันอีก ไม่รู้อะไรกันนักกันหนา ถ้าเรื่องมันเป็นพลังบริสุทธิ์จะไม่ว่าเลย แต่เขามีหลักฐานเป็นภาพถ่ายเชียวนะ ภาพถ่ายตอนจ่ายเงินจ้างคนมาชุมนุมน่ะ เห็นบอกว่าให้เงินหัวละห้าร้อยบาท มีข้าวกล่องให้กิน มีเหล้าให้ดื่มด้วยนะเธอ เมาแล้วจะได้เห็นช้างเท่าหมู กล้ามีเรื่องกับทหารกับตำรวจ เรื่องราวจะได้บานปลายขยายวง”
   ทองคำกำลังจัดผักใส่ถุง ได้ยินเช่นนั้นจึงชะงักมือ ... เพียงครู่เดียวเขาทำต่อจนเสร็จแล้วเอื้อมไปหยิบไก่มาวางบนเขียง
   ในขณะที่จำปีเหลือบมองสามีด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
   พร้อมกับที่ลูกค้าผู้เปิดประเด็นเงยหน้ามองพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทองคำใส่กรอบแขวนไว้เกือบติดเพดานรถเข็น  “ฉันละกลัวว่าเรื่องมันจะบานปลายไปถึงขึ้นใช้กำลังกัน กลัวจริงๆว่าจะมีเรื่องให้ต้องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทอีก”
   ได้ยินเช่นนั้นแล้วจำปีก้มหน้าก้มตางุด ทองคำกำลังยกอีโต้ขึ้นจะสับไก่ ประโยคที่ได้ยินนั้นถึงกับทำให้เขาเสียจังหวะ ต้องลดมีดลงแล้วเงื้อขึ้นใหม่ ก่อนสับลงอย่างชำนาญ

   หลังส่งส้มตำไก่ย่างให้ลูกค้าสองรายแล้ว ทองคำจึงนำไก่ย่างกับข้าวเหนียวเข้าไปส่งให้อาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อก้าวเข้าไปในโรงเรียน เขามองเด็กเล็กเด็กโตที่เดินไปมาด้วยความชื่นใจ นึกถึงลูกน้อยสองคนที่อยู่กับพ่อตาแม่ยาย ฝันหวานว่าเขาและเมียคงเป็นพ่อแม่ที่มีความสุขที่สุดในโลก หากสามารถส่งเสียลูกทั้งสองคนให้เรียนในโรงเรียนที่แสนแพงนี้ได้ เพราะได้ข่าวมาว่าเด็กที่จบจากโรงเรียนนี้ล้วนมีอนาคตสดใสรออยู่
   หลังส่งของ ขณะเดินผ่านใต้ถุนอาคารเรียน ทองคำแวะชมนิทรรศการ “ใต้ร่มพระบารมี” ซึ่งประกอบด้วยแผ่นป้ายถึงสิบสองแผ่น แผ่นป้ายหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมข้อความ ... ในยามที่บ้าน เมืองมีวิกฤติการณ์ พลังแห่งพระบารมีของพระองค์ทำให้บ้านเมืองกลับสงบเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง ด้วยพระปรีชาและ พระเมตตาบารมีของพระองค์ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
   เมื่อกลับถึงร้านร้านส้มตำของตนและภรรยา เขารอจนลูกค้าซาลง ทองคำจึงกล่าวกับภรรยาด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ “จำปี เรื่องที่เราจะไปชุมนุมค่ำนี้น่ะ พี่เปลี่ยนใจ พี่ไม่อยากไป”
   จำปีเม้มปาก สะกดอารมณ์เพราะความเสียดายบางสิ่งบางอย่างก่อนตอบกลับ
   “อืม ถ้าพี่ไม่ไปฉันก็ไม่ไปเหมือนกัน”
   ทองคำพยักหน้าช้าๆ ก่อนเงยขึ้นมองพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วไหว้เหนือหัว
- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 14:18:42 »


“นมเสือ-นมควาย”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   เช้าตรู่ หลังเด็กชายอ้นตื่นนอนลงมาล้างหน้าล้างตาและแปรงฟัน ยังไม่ทันเดินเข้าครัวเพื่อหาข้าวกิน บิดาเดินเข้ามาจับไหล่และบอกให้ตามไปประท้วง ฟังน้ำเสียงพ่อแล้วเด็กชายอ้นรู้ดีว่ามารดายังไม่ตื่นนอน
เข้มรู้ดีว่าเมียเขาเล่นไพ่ตองตั้งแต่ตอนบ่ายของเมื่อวาน จนถึงสองนาฬิกาของวันใหม่ แต่วันนี้เขามีงานสำคัญ รออยู่ จึงไม่อยากเสียเวลาเสียอารมณ์เพราะมีปากเสียงกับเมีย เรื่องละเลยหน้าที่แม่บ้านจนทำให้ลูกไม่มีข้าวเช้ากิน
   เข้มก้าวออกจากบ้านพร้อมบุตร ขณะสองพ่อลูกเกดินผ่านบ้านหลังต่างๆ ผู้นำครอบครัววัยเดียวกับเข้มก้าวออกมาสมทบ บ้างก้าวออกมาพร้อมภรรยา บ้างก้าวออกมาพร้อมลูกชายลูกสาว บางรายก้าวออกมาทั้งครอบครัว มีทั้งปู่ ย่า ตา ยาย และหลานสาวหลานชาย
ทุกคนมุ่งหน้าไปจุดรวมพลกลางหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกล เมื่อไปถึง เข้มกับบุตรเห็นชาวเกษตรกรเพื่อนร่วมหมู่ บ้านรออยู่ ไม่นานนัก ขบวนประท้วงจึงเริ่มออกเดินทาง นำด้วยรถบรรทุกน้ำนมดิบขนาดใหญ่ ตามด้วยรถกระบะ เกือบสิบคัน แต่ละคันอัดแน่นด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมแล้วเกือบร้อยราย
   เข้มกับอ้นนั่งข้างคนขับในรถกระบะที่อยู่ต่อจากรถนม เขามองตรงไปยังถังสแตนเลสทรงกระบอกขนาดใหญ่ บนรถบรรทุก กล่าวกับเพื่อนสนิทเจ้าของรถ
   “แม่งเอ๊ย ทำงานกันแทบตายห่าแต่เสือกขาดทุน”
   คนขับรถหัวเราะเบาๆก่อนตอบ “ใครใช้ให้มึงผลิตนมตราควายละวะ แน่จริงมึงต้องผลิตนมตราเสือขายให้ บรรดาเสือๆทั้งหลายที่ผูกขาดนมโรงเรียน”
   “ให้มันเอานมกูไปผสมนมผงเลี้ยงสัตว์แล้วให้เด็กนักเรียนกินงั้นเหรอ กูไม่ทำหรอก กูไม่อยากทำบาปร่วม กับใคร ลูกใครใครก็รัก แดกนมแบบนั้นเข้าไปอาจตายห่าได้”   
   เข้มกล่าวพลางลูบหัวเด็กชายอ้นผู้นั่งมองถังนมด้วยความหิว ท้องเขาร้องจ๊อกๆตลอด เวลาที่ขบวนประท้วง เคลื่อนตัว เขาจ้องถังนมขนาดใหญ่เขม็ง จ้องไปเลียริมฝีปากไป แม้ผิวมันวาวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามใกล้เที่ยงจนแสบ ตา แต่เด็กชายก็มองตาแทบไม่กระพริบ
   แม้ผิวมันวาวของถังนมสะท้อนแสงอาทิตย์ยามใกล้เที่ยงจนแสบตา แต่เด็กชายยังคงมองตาแทบไม่กระพริบไปตลอดทาง ในขณะที่เสียงท้องร้องดังจนเจ้าตัวได้ยินชัดเจน บิดและเพื่อนบิดาของเขาก็น่าได้ยิน ถ้าไม่มัวแต่สนทนากันอย่างออกรส
   ขบวนประท้วงเคลื่อนตัวไปบนถนนลาดยาง สองข้างทางเป็นที่โล่งมีพื้นหญ้าเขียวขจีสลับดินแดง ไม้ใหญ่ไม้น้อยยืนต้นอยู่ประปราย แดดยามเช้าค่อยๆแรงขึ้น แม้มีลมเย็นพัดผ่านแต่ไม่อาจช่วยให้ผู้ร่วมประท้วงคลายความร้อนความแรงในใจ จนกระทั่งถึงบริเวณหน้าองค์การกิจการส่งเสริมโคนมฯ เจ้าของรถทุกคันจอดรถขวางถนน ก่อนเดินมา ร่วมกับเพื่อนเกษตกรที่ยืนล้อมรถบรรทุกน้ำนมดิบ ที่จงใจจอดขวางถนนอยู่เช่นนั้น พวกเขาเงยหน้ามองผู้นำเกษตรกร ผู้ยืนบนถังนม แดดเช้ากระทบใบหน้าเครียดที่กร้านเกรียมแดดของเกษตรกรผู้เลี้ยงดคนม บอกให้รู้ความยากลำบากในการทำมาหากิน และความตึงเครียดของสถานการณ์ ตอกย้ำด้วยน้ำเสียงเอาเรื่องของผู้นำการประท้วงที่กล่าวผ่านโทรโข่งดังลั่นถนน
   “พวกเราชาวเกษตกรผู้เลี้ยงโคนม เรามาวันนี้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคารับซื้อน้ำนมดิบที่กิโลกรัมละ สิบแปดบาท โดยเราจะไม่หยุดประท้วงจนกว่าจะได้รับคำมั่นสัญญา และเพื่อเป็นการแสดงถึงความทุกข์ของพวกเรา ที่ต้องขาดทุนและเข้าเนื้อจากการผลิตน้ำนมดิบ เราขอเทนมลงบนถนน ณ บัดนี้”
   ทันทีที่ผู้นำกล่าวจบ เสียงเฮดังขึ้นกึกก้อง ชาวบ้านคนหนึ่งผู้ยืนอยู่ท้ายรถ เปิดฝาท่อให้น้ำนมดิบ พุ่งออกมา
   น้ำนมดิบสีขาวเข้มพุ่งออกไปเมตรกว่าก่อนลงพื้น กลิ่มนมโคสดหอมตลบจนหลายคนกลืนน้ำลาย เพียงครู่ เดียวถนนราดยางมะตอยสีดำเจิ่งหนองด้วยน้ำนม บางส่วนไหลไปตามความต่ำของ พื้นถนน ผ่านเท้าชาวเกษตกรที่ยืน รวมกลุ่ม
   เด็กชายอ้นยืนรอบิดาอยู่ข้างรถ เขาทั้งเขย่งทั้งชะเง้อมองว่าพ่อและเพื่อนของพ่อทำอะไร เมื่อไม่อาจมองเห็นได้ชัดจึงนั่งยองแล้วดูดนิ้วเพราะหิวจนลมออกหู ทันใดนั้นเขาได้กลิ่นนม มันลอยเตะจมูกจนน้ำลายเขาไหลอย่างไม่รู้ตัว อ้นมองไปตรงหน้า เขาเห็นแข้งขาของลุงป้าน้าอา จากนั้นเห็นน้ำนมสีขาวไหลผ่านบาทามากมายตรงเข้ามาที่เขา
   ก่อนมีผู้ใดเห็นและห้ามทัน เด็กชายอ้นนั่งลงอย่างรวดเร็ว คุกเข่าและใช้มือยันพื้น ก้มลงเลียกินน้ำนมอย่าง หิวโหย

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 09:08:02 »


“โฆษณา”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   พระอาทิตย์ลาเมืองหลวงไปหลายชั่วโมงแล้ว กระทั่งแสงไฟจากอาคารบ้านเรือนก็ค่อยๆดับลงไปตามยามวิกาล มีเพียงแสงไฟแห่งชีวิตกลางคืนบางที่บางแห่งที่ยังส่องสว่าง สถานบันเทิงยามราตรีทุกประเภทเนืองแน่นด้วยสารพัดผู้คนและเป้าหมาย บ้างมาเพื่อกิน บ้างมาเพื่อพบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง บ้างมาเพื่อหาลูกค้า ซึ่งมีทุกเพศและทุกประเภท บ้างมาเพื่อพิสูจน์ฝีมือ หาเหยื่อหาของฟรีไปเป็นไวตามินเสริมชีวิตที่หิวโหย
   กระทั่งหอพักสตรี แม้เป็นเวลาใกล้เที่ยงคืน แต่สองสาวพี่น้องยังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่นอกจากส่องสว่างเกือบทั่วห้องเช่าขนาดเล็กใกล้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ยังขับผิวพรรณสดใสสมวัยของทั้งคู่ให้ผุดผ่อง รับกับหน้าตาแบบปากนิดจมูกหน่อย ที่หนุ่มหลายคนต้องเหลียวมองยามเดินสวนทางกัน
   ทั้งคู่อยู่ในชุดนอนแบบเด็กสาวทั่วไป เสื้อยืดเนื้อบางกางเกงขาสั้น เห็นรูปร่างที่อวบอัดได้สัดส่วนเกินวัย เมย์และแอนมีชื่อเล่นเดิมคือไหมและฝ้าย สองสาวพี่น้องจากอำเภอแห่งหนึ่ง อยู่ห่างเมืองหลวงหลายร้อยกิโลเมตร พ่อแม่กัดฟันส่งทั้งคู่เข้ามาเรียนต่อในเมืองแห่งความเจริญด้านการศึกษา
   แมลงกลางคืนสองสามตัวบินวนเวียนอยู่ที่ไฟโต๊ะทำงาน ซึ่งส่องสว่างผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ลงพื้นโต๊ะ บางส่วนจับอยู่ที่ผมสีน้ำตาลทองของสองสาวพี่น้อง ในขณะที่แสงสว่างจากจอคอมพิวเตอร์ทำให้ตาดำขลับของทั้งคู่เป็นมันวาว ทั้งคู่เบียดสะโพกเล็กบางอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวกัน คนพี่ทอดแขนเพื่อวางมือบนแป้นพิมพ์ คนน้องนั่งกอดอก สายลมพัดผ่านหน้าต่างบานเดียวของห้องเช่าเข้ามาเบาๆ ผมเส้นตรงสีน้ำตาลทองของแอนตกมาที่หน้าผาก เธอเสยไปด้าน หลังก่อนกล่าวกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
   “ช่วยกูคิดหน่อยสิวะ เขียนยังไงให้มันดูมีคลาสหน่อย สมราคาที่กูตั้งไว้”
   เมย์ขมวดคิ้ว ใช้นิ้วชี้พันปลายผมสีเดียวกับพี่สาวก่อนตอบ “ขายค่ะ นักศึกษาสาวสวย ห้าพันบาทขาดตัว รับรองไม่ผิดหวัง”
   “โคตรโหลเข่งเลยมึง อีกอย่าง ตั้งห้าพัน ไม่มีใครโทรมาหรอก”
   น้องสาวเม้มปาก ปรายตามองพี่สาว “หนูดูเว็บนี้ทีไร ใครๆเขาก็เขียนแบบนี้ทั้งนั้น ห้าพันบาทไม่เห็นแพง ได้มายังไม่พอซื้อกระเป๋าถือ”
   “ก็เพราะคนอื่นเขาเขียนแบบนี้น่ะสิ กูจึงต้องเขียนให้มันฉีกกว่าคนอื่น ให้มันสมกับที่เรียนเอกโฆษณา”
   เมย์ถอนใจเฮือกใหญ่ “งั้นคุณพี่นักศึกษาสาวก็คิดเองแล้วกัน เด็กมัธยมอย่างหนูขอตัวไปนอนฟังเพลงดีกว่า”
   กล่าวแล้วเธอลุกเดินไปเปิดเครื่องเสียงขนาดเล็กที่หัวเตียง ปรับระดับเสียงเพลงจากรายการยอดนิยมจนพอ ใจ จึงทิ้งตัวลงบนที่นอนแล้วหลับตาฟังเพลงไปกระดิกเท้าไป
   “ทีเรื่องแบบนี้ละทำเป็นขี้เกียจ แต่เวลาแช็ตกับผู้ชาย กูเห็นมึงอยู่หน้าจอได้ยันเช้า”
   เมย์ทำหูทวนลม แอนหันมองแล้วส่ายหน้า หยิบห่อกระดาษทิชชูปาใส่หน้าคนบนเตียง ก่อนหันกลับไปนั่งกุม ขมับ เพียงครู่เดียวก็พิมพ์ข้อความไปอ่านออกเสียงไป
   “นักศึกษา – สาว – สวย – หา – ค่า – หน่วย – กิต – และ – ค่า – เช่า – ห้อง – รับ – รอง – ไม่ – ผิด – หวัง – ห้า – พัน บาท – ขาด – ตัว”
   เมย์ฟังจนจบแล้วกล่าวทั้งๆที่หลับตา “เอามันสักอย่างสิพี่ ค่าหน่วยกิตก็ค่าหน่วยกิต ค่าห้องก็ค่าห้อง เดี๋ยวคน เขาจะหาว่าอีนี่งก”
   “ถึงยังไงมันก็ยังโหลเข่งอยู่ดีละวะ ปวดหัวโว๊ย อัดยาสักเม็ดดีกว่า เผื่อคิดออก” แอนลุกเดินไปที่พัดลมแบบ ตั้งโต๊ะอยู่ปลายเตียง ยกขึ้นแล้วหยิบซองพลาสติกขนาดเล็กที่แปะติดอยู่ใต้ฐานออกมา วางพัดลมลงแล้วล้วงหยิบยา ออกมาหนึ่งเม็ด เงยหน้าหย่อนยาลงคออย่างชำนาญ
    “โทรไปถามเจ๊ก็สิ้นเรื่อง” เมย์หมายถึงรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของแอน ผู้เป็นนายหน้าให้นักศึกษาสาวขายบริการทางเพศ
เสนอทางออกพลางแบมือไปตรงหน้าพี่สาว “ขอเม็ดดิ”
   “เออจริง” แอนกล่าวแล้วโยนซองยาที่เหลืออยู่เม็ดเดียวให้น้องสาว เดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะ ขึ้นกดปุ่มอย่างรวดเร็ว

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Amorn
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 508



« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 12:11:34 »


คนเราถ้ามองแต่ตัวเอง ใช้ตัวเองเป็นที่ตั้งเพื่อตัดสินอะไร ๆ หลายอย่างเพื่อสนองตัญหาของตัวเองแล้ว จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขหรือเปล่า...

....หากชีวิตที่ผ่านมา..คุณมีชีวิตอยู่..มีความสุขและทำทุกอย่างเพิ่อคนที่คุณรักมาตลอด.....
ต่อไป...คุณลองมีชีวิตอยู่..ทำอะไร อะไร...เพื่อคนที่เค้ารักคุณดูบ้าง...คุณจะพบกับความสุขอีกด้านหนึ่ง..นะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 03, 2010, 08:46:00 »


“มาบตอผุด”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   ธีระยกกล้องขึ้นถ่ายรูป “ตัวแทนโรงงาน” จำนวนนับร้อยในตู้กระจกใบใหญ่ แม้สีขาวของปะการังอ่อนตัดกับ สีฟ้าใสของท่อพลาสติกอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาใช้ความชำนาญในการถ่ายภาพและคุณสมบัติของกล้อง เพื่อให้การตัด กันดูคมชัดยิ่งขึ้น มีศิลปะยิ่งขึ้น ตรงกับความต้องการของเจ้านาย
   “คุณถ่ายรูปให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ท่อพลาสติกของเราเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถ่ายให้เห็นว่าท่อพลาสติกของเรา เป็นพี่เป็นน้องกับปะการัง เหมือนที่เราเป็นพี่เป็นน้องกับชาวบ้าน”
   สีหน้าที่งุนงงของเขาทำให้ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ต้องอธิบายเพิ่ม
   “โครงการนี้เป็นโครงการคืนกำไรให้สังคม เป็นการคืนปะการังให้ทะเล ทะเลที่พวกนักอนุรักษ์ หาว่าเราปล่อย สารเคมีลงไปจนเน่าเสีย เราจึงต้องจัดโครงการนี้ขึ้นมา รูปที่คุณถ่ายจะใช้แสดงในบอร์ด นิทรรศการในวันทำพิธีและ แถลงข่าวนั่นแหละ มีคนสำคัญมาดูเยอะ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธาน บริษัทจากเมืองนอก ผู้บริหารระดับสูงใน ประเทศ และสื่อมวลชน ยิ่งกว่านั้น รูปที่คุณถ่ายใช้ใส่ในเอกสาร นักข่าวด้วย เมื่อพวกเขานำไปลงข่าว มันก็มีผลดีต่อ ภาพลักษณ์ของโรงงานเรา ยิ่งคุณถ่ายภาพดีเท่าไร ภาพลักษณ์ของโรงงานเราก็ดีขึ้นเท่านั้น เพราะปะการังเหล่านี้เป็น ตัวแทนของโรงงานเรา เข้าใจไหม”
   ธีระจำได้ว่าเขาพยักหน้า บอกตัวเองว่าแค่ต้องการให้เขาถ่ายรูปสวยๆ ทำไมต้องอธิบายยืดยาว งานที่ต้องทำ มีเพียงใช้ประสบการณ์ถ่ายรูปหลายสิบใบที่แตกต่างกันไปตามมุมกล้อง แสง และสี จากนั้น คัดรูปสวยๆให้ผู้จัดการ เลือกสักยี่สิบใบ
   นึกได้แค่นั้น ธีระยกกล้องขึ้นถ่ายรูปต่อ ไม่นานนักโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่น ธีระเดินไปวางกล้อง ลงที่โต๊ะตั้งตู้ปะการัง ล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู เมื่อเห็นเป็นข้อความจากเพื่อนสนิทจึงกดปุ่มอ่าน
   “คำตัดสินของศาลออกมาแล้ว ตกลงให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ สงสัยงานนี้กูกินแห้ว”
   ธีระถอนใจเบาๆ วางแผนว่าเสร็จงานแล้วคงต้องนัดเพื่อนสนิทกินเหล้า แม้ไม่อาจแก้ปัญหาเรื่องหางานใหม่ให้ เพื่อนได้ อย่างน้อยช่วยปลอบใจก็ยังดี
   ธีระนึกถึงเพื่อนผู้มีปัญหากับเจ้านายจนต้องลาออกจากงาน อีกทั้งยังว่างงานอยู่หลายเดือน จนกระทั่งได้ข่าว โรงงานเปิดใหม่มูลค่าโครงการแสนล้าน จึงสมัครงานและผ่านไปถึงขั้นสัมภาษณ์ แต่คำตัดสินของศาลที่คนในอำเภอ และในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆรอผลอยู่ คงทำให้โครงการใหม่ชะลอตัวการเปิดโรงงาน โดยเฉพาะโรงงานที่เพื่อนเขา ตั้งใจเข้าไปทำงานรับเงินเดือน
   ตัวเขาเองใช่ว่ามีความสุขความพอใจกับการทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ แต่จนใจว่ายังหางานใหม่ไม่ได้ จึงต้องทนกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างคนต่างถิ่น ผู้เข้ามาทำงานในสมรภูมิรบะรหว่างชาวบ้านกับนักลงทุน
   ฝ่ายแรกตั้งรกรากอยู่บนพื้นที่นี้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ฝ่ายหลังเป็นนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาพร้อมโรงงานประเภทต่างๆ มูลค่าร้อยล้านพันล้าน ที่อ้างว่าสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่คนท้องถิ่น โดยมีมลพิษเป็นของแถม ทั้งในอากาศและในน้ำ
   ตัวเขาและเพื่อนล้วนเป็นคนต่างถิ่น พนักงานเกือบทุกคนในโรงงานนี้ล้วนเป็นคนต่างถิ่น เป็นที่รู้กันว่าฝ่ายบุคคลไม่จ้างคนท้องถิ่นเข้าทำงานอย่างเด็ดขาด เหตุผลคือความกลัว กลัวพนักงานรวมตัวกันก่อเหตุร้าย เพราะรู้แก่ใจว่าคนท้องถิ่นโกรธและเกลียดบรรดาโรงงานทั้งหลายในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้
   มลพิษจากโรงงานทำร้ายตัวเขา คนในครอบครัว และผลิตผลทางการเกษตร
   ลูกสาวเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ภรรยาเป็นโรคทางเดินหายใจ ยายเป็นโรคผิวหนัง ดอกทุเรียนเหี่ยวแห้งคากิ่ง
   
เพียงครู่เดียว โทรศัพท์มือถือสั่นอีกครั้ง ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์โทรมา ธีระรีบกดปุ่มรับสาย
   “ถ่ายรูปอยู่ใช่ไหม หยุดไว้แค่นั้นก่อน ศาลตัดสินให้เป็นเขตควบคุมมลพิษแล้ว นโยบายเปลี่ยน คุณรีบเข้ามา พบผมด่วน ผู้ใหญ่สั่งให้หาข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โรงงานเราและโรงงานอื่นๆในนิคมจะ ช่วยกันเสนอให้ยื่นอุทธรณ์ ต่อศาล งอมืองอเท้าไม่ได้แล้ว ตายห่ากันทั้งนิคมแน่”
   ธีระรีบเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกง เดินไปปิดไฟห้อง ขณะจะเดินออกไป แสงจากหน้าต่างทำให้เกิด ภาพปะการังในเงาดำซึ่งเตะตาเขาอย่างจัง จึงรีบยกกล้องขึ้นถ่ายเก็บเป็นผลงานส่วนตัว
   “ชื่อภาพน้ำลดตอผุด” ถ่ายภาพแล้วเขาพึมพำกับตัวเองก่อนเปิดประตูเดินออกไป

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 10, 2010, 08:47:23 »


“อาเซียนมืดมิด”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   ใกล้ค่ำวันหนึ่ง ณ สถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองผู้นำประเทศผู้เข้าร่วมประชุมระดับภูมิภาคครั้งล่าสุด ซึ่งมี บรรยากาศคึกคักกว่าปกตินับร้อยเท่า โดยเฉพาะบริเวณจัดเลี้ยงซึ่งอยู่ติดชายทะเล ที่เต็มไปด้วยบุคคลสำคัญในชุดลำลองที่เจ้าภาพจัดให้ ฝ่ายชายสวมเสื้อเชิ้ตทำจากผ้าฝ้าย ฝ่ายหญิงมีผ้าลินินคลุมไหล่ ทำให้ชายผ้าปลิวไสวยามต้องลมทะเล ดูราวสาหร่ายทะเลพริ้วใบยามต้องคลื่นใต้น้ำ
   ช่วงแรก ผู้ร่วมงานยืนจับกลุ่มสนทนาเป็นกลุ่มใหญ่บ้างกลุ่มเล็กบ้าง พวกเขามีรูปร่างหน้าที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมทำให้ผู้นำเหล่านี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
บางคนนอบน้อมถ่อมตัวเป็นพิเศษ บางคนค่อนข้างทันสมัย บางคนดูวางอำนาจแบบผู้นำเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม บุคคลเหล่านี้ล้วนมีบุคลิกที่สง่าผ่าเผยเท่าเทียมกัน มีอากัปกิริยาขณะพูดคุยที่เป็นแบบฉบับสากล แสดงถึงความมั่นใจในตนเองอย่างมืออาชีพ
   ไม่คุยโม้โอ้อวด แต่บอกเล่าถึงความสำเร็จของตนอย่างแนบเนียน
   ไม่ยกตนข่มใคร แต่ถามถึงปัญหาในประเทศของคู่สนทนา
   ที่สำคัญ ไม่บอกว่าประเทศของตนได้รับความช่วยเหลือจากใคร
   แต่กลับบอกว่าตนให้ความช่วยเหลือแก่ใคร เรื่องอะไร คิดเป็นเงินมากน้อยเพียงใด
   
เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารที่เจ้าภาพถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ พวกเขาจึงมีโอกาสลิ้มรสอาหารประจำชาติที่ทั่วโลกยอมรับว่ามีรสเลิศ รวมทั้งเหล้าองุ่นผลิตในประเทศ
   เพียงครู่เดียวผู้นำประเทศร่างเล็กที่เป็นสุภาพสตรีเพียงคนเดียวในการประชุมกล่าวขอโทษเพื่อนร่วมโต๊ะ ก่อนสบตาผู้ช่วยคนสำคัญที่นั่งอยู่ในโต๊ะฝั่งตรงข้าม เมื่อพยักหน้าให้กันแล้ว ทั้งคู่จึงลุกเดินไปที่ระเบียงริมทะเล
   “ฉันนัดเขาว่าจะโทรไปคุยเวลานี้ นี่ก็เลยมาเกือบห้านาทีแล้ว คุณรีบต่อสายเดี๋ยวนี้” สั่งงานแล้วเธอเอ่ยชื่อผู้นำ ประเทศที่เป็นดินแดนแห่งจิงโจ้ รอจนผู้ช่วยพูดคุยสองสามคำแล้วยื่นโทรศัพท์มือถือให้ เธอจึงกล่าวอยู่นานหลายนาที เกี่ยวกับการส่งหน่วยคอมมานโดมาช่วยฝึกกองทัพของประเทศเธอ แลกกับการขอเพิ่มเงินช่วยเหลือประเทศมากกว่า เดิมเกือบสามเท่า
   เธอรู้ดีว่าอาจมีประเด็นแฝงคือการแทรกแซงทางทหาร แต่เพื่อเงินช่วยเหลือ เธอจำใจทำ
    จนกระทั่งได้รับคำมั่นสัญญาจากปลายสายแล้ว เธอและผู้ช่วยจึงเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร โดยสวนทางกับผู้นำ ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในทะเลเดียวกัน
   ผู้นำประเทศคนนั้นเดินมาหยุดยืน ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกง กดหมายเลขของผู้นำ ประเทศที่ได้รับฉายานามว่าเป็นเฮียมังกร พูดคุยเรื่องการขอความช่วยเหลือในการซื้อยางพารา ผลผลิตทางการ เกษตรที่สำคัญของประเทศเขา
   เมื่อเฮียมังกรรับคำ เขาจึงเก็บโทรศัพท์มือถือลงไป ผ่อนลมหายใจเบาๆแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบ ขณะเพลิด เพลินกับนิโคตินแกล้มทิวทัศน์ริมทะเล ผู้นำประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยของขนมเส้นเขียวรสชาติหวานหอมเดิน มาหยุดยืนไม่ไกล มาถึงก็คุยโทรศัพท์มือถือเสียงดังลั่น โดยพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบ เพื่อขอให้ ลดปริมาณการผลิต เพราะราคาน้ำมันดิบที่ประเทศเขาควบคุมอยู่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องมาหลายวัน
   เมื่อพูดคุยเสร็จ เขาหันไปเห็นผู้นำประเทศที่ผลิตยางพาราด้วยความตกใจ รีบกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มเปิดเผย เพียงครู่เดียวทั้งคู่เดินกลับไปที่โต๊ะอาหารด้วยกัน
ต่อจากนั้น ผู้นำประเทศที่ประชาชนนิยมขี่จักรยานยนต์เดินมาพร้อมผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ต่างคนต่างหยิบ โทรศัพท์มือถือขึ้นมา คนแรกโทรหาผู้นำที่อ้างว่าเป็นดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ขอความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวนมาก เพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในประเทศ
คนที่สองโทรหาผู้นำเฮียมังกร เพื่อขอเงินซื้อเครื่องบินจำนวนสองเครื่องเป็นเงินหลายร้อยล้าน รวมทั้งการลงนามในสัญญาเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่ากับเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย
   ในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้นำประเทศเจ้าภาพการจัดประชุมครั้งนี้เดินมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกล เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นโทรถามสถานการณ์การชุมนุมประท้วงของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลด้วยสีหน้าวิตกกังวล
- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 15, 2010, 10:29:31 »


“ผีรำวง”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   ราตรีทาครีมรองพื้นอย่างเบามือ ตบแป้งบางๆก่อนลงสีที่ริมฝีปากและเปลือกตาอย่างเป็นธรรมชาติ แม้รู้ดีว่าการแต่งหน้าเข้มมีผลดีต่อรายได้ แต่เธอไม่อาจทำใจให้ลงสีบนใบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมงานพิเศษ เพราะนอกจากผิดรสนิยมส่วนตัวเป็นอย่างยิ่งแล้ว เธอไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานปกติพบเห็นแล้วมองด้วยสายตาขบขัน
   “แค่ใส่ชุดรำวงก็อายเขาจะแย่อยู่แล้ว” ราตรีพึมพำกับตัวเองก่อนใส่ชุดแล้วมองกระจก คอเสื้อที่คว้านลึกจนเต้านมแทบทะลักออกมาทำให้เธอถอนใจ เอื้อมหยิบเข็มซ่อนปลายขึ้นมาสองตัว กลัดผ้าให้ความกว้างของคอเสื้อลดลง
   เสียงเพลงรำวงดังขึ้นทำให้เธอรีบสวมถุงน่องและใส่รองเท้า ก้าวออกไปนั่งรวมกับเพื่อนร่วมอาชีพที่ด้านข้างเวที เธอนั่งรอลูกค้าอยู่นานจนหาวเป็นครั้งที่สิบ สาวรำวงมืออาชีพหลายคนที่รูปร่างอวบอั๋นกว่าราตรีมีคนซื้อบัตรออกไปรำวงแล้วหลายรอบ เธอจึงมองตรงไปข้างหน้าอย่างเบื่อหน่าย ไม่เข้าใจว่าทำไมคืนนี้ไฟนีออนหลากสีที่เคยมองอย่างเพลินตาเพลินใจกลับทำให้ปวดหัว เธอหาวพร้อมกับหัวหน้าวงประกาศเปลี่ยนเพลงใหม่ พร้อมกล่าวกระตุ้นให้ ลูกค้าใช้บริการสาวรำวง
   ราตรีนึกถึงตนเองที่ต้องหารายได้เสริมด้วยการเป็นสาวรำวง ทำให้เธอมีโลกสองโลกในเวลาเดียวกัน โลกตอนกลางวันที่เธอทำงานกับเพื่อนๆตามสายอาชีพที่เธอร่ำเรียนมา กับโลกตอนกลางคืนที่ทำงานกับเพื่อนๆผู้ขายรูปร่างหน้าตา เธอมักถามตนเองว่าเพื่อนร่วมงานในโลกทั้งสองแห่งนี้ต่างกันหรือไม่ คำตอบคือไม่
   เธอและเพื่อนร่วมงานทั้งสองโลกต่างเป็นมนุษย์ปุถุชน ผู้ต้องทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่ว่ายากดีมีจนเพียงใด และไม่ว่าเป็นงานอะไร
   นั่งเพลินกับความคิดได้ไม่นาน ราตรีรู้สึกว่ามีคนมายืนใกล้ๆจึงหันมอง ชายหนุ่มบุคลิกดีคนหนึ่งโค้งแล้วยื่นบัตรให้ ราตรีส่งยิ้มให้แทนคำขอบคุณ รับบัตรมาใส่ในกระเป๋า ลุกยืนแล้วเดินตามออกไปรำวงกับลูกค้ารายแรก
   ให้บริการได้ไม่นานราตรีรู้สึกประทับใจลูกค้ารายแรกไม่น้อย เขาผิดจากลูกค้ารายอื่น ที่นอกจากไม่พยายามถูกเนื้อต้องตัวเธอแล้ว ยังแต่งกายดีและสะอาดสะอ้านกว่าผู้ชายทั้งหมดที่มาเที่ยว เธอดูออกว่าเสื้อยืดคอปกสีครีมที่เขาใส่อยู่ราคาไม่น้อย เช่นเดียวกับกางเกงรีดเรียบสีกากี รับกับรองเท้าหนังสีน้ำตาลทรงสวย ยิ่งกว่านั้นเขายังใส่น้ำหอมกลิ่นสุภาพ
   ก่อนทำงานนี้ ราตรีบอกตัวเองว่าเธอมาทำงานเพียงกาย เก็บหัวใจไว้ที่บ้าน เธอไม่มีวันเผลอใจให้แก่ใครอย่างเด็ดขาด เพราะสถานภาพของเธอและผู้ใช้บริการไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ แต่ลูกค้ารายนี้ทำให้เธอหวั่นไหวไม่น้อย ขณะรำวงกับเขา ราตรีสัมผัสได้ถึงความสุภาพ ปราศจากการถูกเนื้อต้องตัว อีกทั้งยังรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ราวกับเขาเป็นพี่ชายผู้กำลังสอนรำวงให้แก่น้องสาว
   ก่อนจบเพลง ลูกค้ารายแรกและรายเดียวของราตรีกล่าวขอบคุณเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เธอเข้าใจว่าเขา ขอบคุณเรื่องเป็นเพื่อนรำวงจึงยิ้มให้ ราวกับชายหนุ่มได้ยินความคิดของเธอ เขากล่าวก่อนเดินออกไปจากเวทีรำวง    
                “ขอบคุณมากครับสำหรับงานที่คุณทำ”
   เมื่อราตรีกลับมานั่งรวมกับเพื่อน เธอถูกถามว่าทำไมยอมรำวงกับชายรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ ที่เมาแอ๋จน รำเบี้ยวไปเบี้ยวมา
                “รู้ตัวไหม ทุกคนเขามองเธอกับไอ้ขี้เมานั่นเป็นตาเดียว”
   ราตรีเข้าใจว่าเพื่อนร่วมอาชีพกล่าวสัพยอกจึงยิ้มให้โดยไม่กล่าวตอบ จากนั้นจึงนั่งรอลูกค้ารายต่อไป ซึ่งไม่มีเพิ่มแม้แต่คนเดียว
   
                วันรุ่งขึ้น ราตรีได้รับจดหมายจากมารดาของผู้เสียชีวิตจากพิบัติภัยทางธรรมชาติ เขียนมาขอบคุณการทำงานของเธอ ที่พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลจนเธอสามารถรับศพลูกชายกลับไปบำเพ็ญกุศล อีกทั้งยังแนบเช็คเงินสดมาจำนวนหนึ่ง
   “… แม้เรื่องผ่านมานานแล้ว แต่ตาก้องมาเข้าฝัน บอกชื่อบอกนามสกุล บอกว่าหนูลำบากมาก ไม่ได้รับเงิน เดือนมาหกเดือนแล้ว ต้องหาลำไพ่พิเศษด้วยการเป็นสาวรำวง บอกว่าคนนี้แหละที่ทำให้ฉันได้ศพเขาไปทำพิธี ฉันแนบ รูปตาก้องมาให้หนูเก็บเป็นที่ระลึกถึงคุณงามความดีของหนู …”
   ราตรีขมวดคิ้วก่อนหยิบภาพถ่ายที่อยู่ใต้จดหมายขึ้นดู เพียงแวบเดียว แต่ทำให้ใจเธอเต้นเป็นกลองเพล ภาพนั้นคือภาพชายหนุ่มที่รำวงกับเธอเมื่อคืน ที่สำคัญ เขาใส่ชุดเดียวกัน ยืนถ่ายรูปหน้าโรงแรมชื่อดังที่ถูกคลื่นยักษ์สึนามิ ถล่มจนเหลือแต่ซาก

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 09:09:35 »


“พลาสติกบูชา”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   เด็กชายบอลนั่งเล่นอยู่ข้างตู้เย็น ลูบคลำของเล่นพลาสติกทำเป็นรูปอวัยวะซ้ายและขวาซ้อนกัน เมื่อจับด้าม แล้วสะบัด อวัยวะกระทบกันดังแปะๆ ส่งผลให้บอลหัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความชอบใจ
   จนกระทั่งบิดาเดินมาหยุดยืนหน้าหิ้งพระ ถอดสร้อยคอพระเครื่องออก รวบใส่มือแล้วยกพนมเหนือหัว หลับตา ท่องมนต์อยู่หลายอึดใจ ยืดแขนจนสุด วางสร้อยแขวนพระเครื่องห้าองค์บนหิ้งอย่างเบามือ เมื่อหันมาเห็นบุตรวัยไม่กี่ ขวบนั่งอยู่ จึงเดินเข้ามาลูบหัวเบาๆ
“บอล พ่อไปก่อนนะลูก”
   เด็กชายบอลยิ้มให้บิดาแล้ววางของเล่นลงข้างตัว เอนตัวลงโดยยันพื้นไว้จนแขนตึง ก่อนยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นตบกันพร้อมทำเสียง “แปะๆ”
   เมื่อเห็นบิดายิ้มชอบใจเขาจึงถาม “ทำไมพ่อไม่ใส่สร้อยพระ”
   “อ๋อ วันนี้จะไปกินเลี้ยง ไม่อยากพาท่านไปดื่มด้วย” สมศักดิ์ บิดาวัยหนุ่มกล่าวกับบุตรด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แม้เป็นวันเสาร์ แทนที่เขาได้อยู่กับลูกเมีย กลับต้องไปร่วมงานเลี้ยงตามคำสั่งของหัวหน้า เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อแสดง พลังของพรรคการเมือง มีผู้ร่วมงานมากมาย เหล้ายาปลาปิ้งพร้อมสรรพ
   “พ่อไปก่อนนะ” กล่าวแค่นั้นเขาหันตัวเดินออกไปทางประตูใหญ่ ในขณะที่เด็กชายบอลยก “อวัยวะพลาสติก” ขึ้นสะบัดเต็มแรง เสียงแปะๆดังลั่นห้อง สมศักดิ์ถึงกับหันมาส่งยิ้มให้ รู้ดีว่าลูกชายเจตนาหยอกล้อเขา ซึ่งเป็นการหยอก ที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดน่ารัก
   หากเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน บอลเป็นเด็กที่ค่อนข้างไวต่อสภาพแวดล้อม การดูข่าวโทรทัศน์กับมารดา กอปรกับการแสดงออกถึงแนวคิดทางการเมืองของบิดา ทำให้เขารู้ว่าประเทศที่เขาและพ่อแม่อาศัยอยู่กำลังมีการทะเลาะกันของกลุ่มคนสองฝ่าย พ่อเขาอยู่ฝ่ายของเล่นชิ้นโปรด พ่อของเพื่อนแถวบ้านและของเพื่อนที่โรงเรียน มีทั้งที่อยู่ฝ่ายเดียว กับบิดา และมีทั้งที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม
   อย่างไรก็ตาม เด็กชายบอลไม่คุ้นกับความขัดแย้งใดๆ พ่อกับแม่ของเขาไม่เคยทะเลาะกันให้เขาเห็น มีเพียงคนแถวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าในตลาด และเพื่อนที่โรงเรียนเท่านั้นที่ทะเลาะกัน แต่ไม่นานนักพวกเขาเหล่านั้นก็พูดคุยกันเหมือนเคย    

   ช่วงค่ำ หลังรับประทานอาหารค่ำกับมารดา เด็กชายบอลนั่งดูข่าวโทรทัศน์กับมารดา ช่วงแรกเสนอข่าวทั่วไป ช่วงที่สองเป็นการถ่ายทอดสดเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ทันทีที่ผู้ประกาศข่าวแจ้งสถานที่จัดงาน มารดาของบอล ถึงกับวางครีมทาผิวลง จ้องโทรทัศน์เขม็ง
   “บอล นี่มันงานที่พ่อไปนี่นา ดูสิว่าพ่อจะได้ออกทีวีไหม”
   บอลวางของเล่นพลาสติกลง เงยหน้าขึ้นมองโทรทัศน์ เขาเห็นผู้คนจำนวนมากใส่เสื้อสีเดียวกับบิดา รวมตัวกัน ในบริเวณที่บอลจำได้ว่าอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด เห็นเวทีขนาดใหญ่ ด้านหน้ามีผู้คนคุ้นหน้าในข่าวโทรทัศน์นั่งเรียง หน้ากระดาน ด้านหลังเป็นฉากขนาดใหญ่สีเดียวกับเสื้อที่ทุกคนใส่ มีข้อความอยู่ตรงกลาง ขวามือมีจอภาพยนตร์ขนาด เกือบเท่าหนังกลางแปง
   ไม่นานนัก นักพูดคนหนึ่งที่นั่งอยู่ลุกออกมายืนกล่าวกลางเวที ทุกครั้งที่เขากล่าวจบประโยค ผู้ร่วมงานนับ หมื่นพร้อมใจกันเฮ เสียงดังจนมารดาเขาต้องยกอุปกรณ์ขึ้นกดปุ่มเบาเสียง
   ราวกับช่างกล้องรู้ใจบอล ขณะบอกตัวเองว่านอกจากได้ยินเสียงที่เขารู้ดีว่ามีเสียงบิดาปนอยู่ เขาอยากเห็น บิดาด้วย ทันใดนั้น ภาพในโทรทัศน์เปลี่ยนจากผู้กล่าวบนเวทีเป็นภาพผู้ร่วมงาน ตอนแรกมองเห็นภาพผู้คนมากราว ถั่วงอกในเข่ง ก่อนแสดงภาพระยะใกล้ของผู้ร่วมงาน เพียงครู่เดียวเด็กชายบอลเห็นบิดาชูของเล่นพลาสติกขึ้นเหนือหัว สะบัดเต็มแรงแล้วอ้าปากร้องเฮ
   เด็กชายบอลก้มมองของเล่นพลาสติกในมือแล้วยิ้มกว้าง
   
   คืนนั้น หลังกลับเข้าบ้านตอนตีหนึ่งอย่างเมามาย เมื่อเปิดไฟห้องแล้วกวาดตามองทั่วตามความเคยชิน สมศักดิ์สะดุดตาของเล่นพลาสติกสีสดใสที่วางอยู่บนหิ้งพระ เขาขมวดคิ้วหรี่ตา เดินเข้าไปดูใกล้ๆจนแน่ใจแล้วจึงส่งเสียง ลั่นบ้านด้วยความโมโห เพราะไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง
   “ใครวะ บังอาจเอาไอ้นี่มาวางบนหิ้งพระ”

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 07, 2010, 08:34:26 »


“เช็คช่วยห้าง”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   ห้องประชุมหลักของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งตกแต่งอย่างประหยัดงบประมาณ ปูพื้นด้วยพรมอัดสีเทาที่พบ เห็นตามงานแสดงสินค้าทั่วไป ผนังด้านประตูทางเข้าและหัวท้ายฉาบปูนทาสีขาว เพดานติดหลอดไฟแท่งยาวนับสิบ มีเพียงผนังอีกด้านที่บอกความมีระดับของห้องประชุมนี้ เพราะเป็นผนังกระจกใสตามแบบอาคารหรูหราในเมืองหลวง อีกทั้งยังทำให้เห็น “เพื่อนร่วมตึก” หน้าตาทันสมัยจำนวนมาก บอกให้รู้ว่าห้างสรรพสินค้านี้ตั้งอยู่ในทำเลทอง
   ผู้ร่วมประชุมเกือบสิบคนนั่งเรียงรายอยู่บนโต๊ะใหญ่กลางห้อง ซึ่งสนทนากันเบาๆถึงสาเหตุที่เจ้าของห้างฯ เรียกประชุมด่วน จนกระทั่งประตูฝั่งที่ติดกับห้องทำงานเปิดออก ชายวัยห้าสิบต้นๆในชุดสากลเดินออกมาอย่างกระฉับ กระเฉง จากนั้นการประชุมก็เริ่มขึ้นทันทีที่เขานั่งลงแล้วกล่าวอย่างเป็นงานเป็นการ
   “ตามประเด็นที่ผมแจ้งพวกคุณแล้ว เช็คช่วยชาติออกแน่นอนวันที่หนึ่งของเดือนนี้ ผมเรียกพวกคุณมาประชุม เพื่อฉวยโอกาสนี้หารายได้เข้าห้างเรา เอาละ เริ่มที่ฝ่ายส่งเสริมการขายก่อน”
   ชายวัยสี่สิบต้นๆซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขายกล่าวทันที “เพิ่มมูลค่าเช็คครับ ใช้กลยุทธ์ดึงคนเข้ามา ซื้อของในห้างด้วยการเพิ่มมูลค่าเช็คเป็นสองเท่า รัฐบาลให้เท่าไร เราเพิ่มมูลค่าอีกเท่าตัว รับรองว่าใช้จนหมดแน่ ยิ่งกว่านั้น คนกลุ่มนี้ยังมีเงินอยู่ในกระเป๋าครับ พอเห็นไอ้โน่นลดราคาไอ้นี่ลดราคา รับรองว่าต้องจ่ายมากกว่าที่ได้เช็ค อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องผลกำไร เราใช้หลักการเดียวกับตอนลดราคาช่วงตรุษจีนก็ได้ เพราะการเพิ่มมูลค่าเช็คสองเท่า มีค่าเท่ากับการลดราคาสินค้าครึ่งหนึ่ง”
   เจ้าของกิจการพยักหน้าช้าๆก่อนหันไปถามสาวใหญ่วัยสี่สิบปลายๆ “ฝ่ายโฆษณาว่าไง”
   “เห็นด้วยค่ะ แต่ว่าเหลือเวลาเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น ทำโฆษณาทางโทรทัศน์กับวิทยุคงไม่ทันและไม่คุ้มค่ะ ดิฉันเห็นว่าควรทำใบปลิวแจกที่จุดรับเช็คเลยค่ะ และถ้าจะให้ดี ควรมีรถโดยสารพาผู้รับเช็คมาที่ห้างเลยค่ะ”
   เจ้าของห้างฯฟังแล้วลูบคางไปมา กล่าวอย่างลังเล “แจกที่จุดรับเช็คงั้นหรือ ผมกลัวโดนด่าว่าฉวยโอกาส อืม ฝ่ายประชาสัมพันธ์มีความเห็นว่าอย่างไร”
   สาววัยสามสิบต้นๆตอบทันที “เราวางจุดยืนของกิจกรรมนี้ว่าเป็นการช่วยชาติช่วยรัฐบาลสิคะ ดิฉันจะรีบ เขียนข่าวประชาสัมพันธ์และเชิญสื่อมวลชนมาสัมภาษณ์ท่าน แต่ท่านต้องย้ำกับสื่อมวลชนนะคะว่าเราทำเช่นนี้เพื่อ ช่วยชาติค่ะ”
   “ผมกลัวจริงๆ กลัวห้างเราเสียชื่อ โดนด่าว่าฉวยโอกาส”
   “ท่านขา ห้างของเราขายของกินของใช้ที่จำเป็นนะคะ ถ้าไม่นำเช็คช่วยชาติมาซื้อของกินของใช้แล้วจะให้นำไปซื้ออะไรคะ”
   “จริงของคุณ แต่ของกินของใช้พวกนั้นซื้อที่ตลาดหรือร้านค้าทั่วไปได้”
   “แล้วมีมูลค่าเพิ่มเหมือนซื้อที่ห้างเราไหมคะ ก็ไม่มี นี่ไงคะ การช่วยชาติอยู่ตรงนี้ อยู่ที่การเพิ่มมูลค่าของเช็ค ซื้อของที่อื่นมีมูลค่าเท่าเดิมแต่ซื้อของที่ห้างเรามีมูลค่าเพิ่มเป็นสองเท่า ได้ของมากกว่า”
   เจ้าของกิจการลูบคาง “แต่มันมีความจริงว่าห้างเราซื้อสินค้าทีละมากๆ ได้ราคาถูก ต้นทุนต่ำกว่าร้านค้า”
   “ถ้าเราถูกโจมตีเรื่องนี้ก็แก้ตัวได้ว่าคนละประเด็น”
   เขายังคงลูบคางอยู่ขณะหันถามผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ “คุณล่ะ ว่าอย่างไร”
   ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ตอบอย่างคล่องแคล่ว “นอกจากการให้ข่าวแล้วยังมีอีกหลายวิธีที่แสดงว่าเรา จริงใจในการช่วยชาติค่ะ เช่นการตกแต่งภายในห้างด้วยธงชาติ เชิญตัวแทนของรัฐบาลมาเปิดงาน มีการจับรางวัลชื่อ ผู้โชคดีซึ่งได้รับการเพิ่มมูลค่าเช็คเป็นสามเท่า เพิ่มกิจกรรมช่วยสังคมด้วย หรือการให้ฝ่ายบุคคลตั้งโต๊ะรับสมัครงาน แม้ไม่รับจริงแต่ได้ข้อมูลมาให้ฝ่ายบุคคลเก็บไว้ก็ไม่เสียหายค่ะ”
   เจ้าของห้างฯเก็บความพอใจไว้อย่างแนบเนียน เขาซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่นานก่อนเลิกประชุม โดย ให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามที่ตกลงกันอย่างรวดเร็ว

   เมื่อกลับเข้าห้องทำงาน เสียงข่าวโทรทัศน์ที่เขาเปิดไว้ตลอดเวลาทำให้ถึงกับเดินเข้าไปดูใกล้ๆ สื่อมวลชน ถามหญิงสาวรายหนึ่งผู้ได้รับเช็คช่วยชาติว่าจะนำเงินที่ได้ไปทำอะไร เขายิ้มเยาะและหัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินคำตอบ
   “หนูจะส่งให้แม่ค่ะ เศรษฐกิจแบบนี้แม่หนูลำบากกว่าหนูหลายเท่าค่ะ”

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 12, 2010, 00:26:06 »


“บัดสีบัตรสี”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   แสงแดดยามเช้าค่อยๆส่องผ่านต้นมะขามลงมาที่ฝูงคนผู้เหมารถมาจากต่างจังหวัด โดยส่วนใหญ่คำนวณเวลา ให้มาถึงสนามหลวงตอนเช้าตรู่ ผู้คนนับแสนเหล่านี้ล้วนมุ่งหน้ามาเพื่อร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ     
   เสมายืนอยู่ในแถวกับเพื่อนร่วมหมู่บ้าน ร่างสูงใหญ่เกินกว่าคนไทยทั่วไปทำให้เขามองเห็นทั่วบริเวณ เริ่ม ตั้งแต่แถวยาวเหยียดตรงหน้าที่ยาวไปถึงเต็นท์ลงนามถวายพระพรฯ และแถวยาวเหยียดอีกแถวทางขวามือที่แบ่งไว้ อย่างชัดเจนเคร่งครัด ภาพผู้คนในแถวทั้งสองที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ ซึ่งเรียงเป็นแถวยาวไปถึงกำแพงวัดพระแก้วฯ ทำให้ เสมาทั้งตื้นตันใจและสลดใจ
   แน่นอนว่าเขาตื้นตันใจที่เห็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นความจงรัก ภักดีที่บุคคลใดหรือเหตุการณ์ใดก็ไม่อาจทำให้เสื่อมคลายลงได้แม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งในเวลานี้ เวลาที่ต้องแบ่งผู้ร่วม ลงนามถวายพระพรฯเป็นสองแถว เป็นสองแถวของคนไทยผู้ถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เฉกเช่นที่เคย เป็นมา แต่สองแถวนี้ก็เป็นต้นเหตุแห่งความสลดใจของเขา
   สนามหลวง … เสมาพึมพำก่อนนึกถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ มันคือสงครามกลางเมือง ไม่อยาก เชื่อก็ต้องเชื่อ ลานกิจกรรมแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของไทยมาทุกยุคทุกสมัย กลับกลายเป็นสมรภูมิของคนใน ชาติ
   เรื่องทั้งหมดมีที่มาที่ไปแบบน้ำผึ้งหยดเดียว เสมานึกถึงอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับการยกย่องเรื่องการบริหาร บ้านเมือง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจของประเทศ สามารถทำให้คนระดับรากหญ้าอย่างพวกเขาอยู่ดีกินดี จนกระทั่งมีการ กล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน การกล่าวหารุนแรงถึงขนาดมีการชุมนุมประท้วง ทำให้เกิดการ ยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ มีการทำรัฐประหาร มีการเลือกตั้งใหม่และมีการยุบสภาอีกครั้ง ส่งผลให้อดีตฯนายกกลาย เป็นผู้มีคดีติดตัว ไม่อาจกลับเข้าประเทศได้ คนไทยแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน มีการทำร้ายกันและกัน จนกระทั่งมี การยื่นขอพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายกฯ นั่นแหละ ชนวนสงครามกลางเมือง
   ตลอดเวลา เสมาผู้วางตัวเป็นกลางและติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด จำไม่ได้ว่าตนเองรู้สึกสลดหดหู่ ใจกี่ครั้ง ที่เห็นคนชาติเดียวกันทะเลาะกัน ภาพข่าวโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ที่แสดงการทำร้ายกันของคนไทย หลาย ครั้งทำเขากินข้าวไม่ลงและนอนไม่หลับ จนกระทั่งล่าสุด สงครามกลางเมืองครั้งแรกในประเทศที่ทำเขาหลั่งน้ำตา
   เสมาเคยนึกขำปนโมโหกับการคาดเดาของนักวิชาการ มีใจความว่าชาติไทยอาจต้องแบ่งเป็นเหนือกับใต้ เหมือนเวียดนามและเกาหลี แต่เมื่อการคาดเดากลับเป็นจริงขึ้นมา เขาถึงกับสะเทือนใจจนร้องไห้
   เวลานั้น สงครามกลางเมืองขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ก่อนยุติลงด้วยการแทรกแซงของกองกำลังต่างชาติ ผู้มาพร้อมกับอดีตนายกรัฐมนตรี ต่อจากนั้นมีการประชุมร่วมหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลเดิม รัฐบาลปัจจุบัน และตัวแทน จากต่างชาติ
   ผลการประชุม … ในความรู้สึกของเสมา แม้ไม่มีการแบ่งประเทศเป็นเหนือใต้ แต่ก็แย่พอๆกัน

   ผู้ต่อแถวตรงหน้าก้าวห่างออกไป เสมาก้าวเท้าตาม หยุดยืนได้ไม่นานก็หันไปทางขวามือ เมื่อเห็นเพื่อนสนิท สมัยเรียนชั้นประถมศึกษาอยู่ในแถวอีกฝั่งจึงส่งยิ้มให้ แต่เพื่อนเขา … นอกจากไม่ยิ้มตอบแล้วยังเบือนหน้าหนี เสมา เม้มปากก่อนหันหน้ากลับมายืนต่อแถวอย่างสำรวม
   เสมานึกถึงตอนเจอเพื่อนคนนี้ที่อำเภอเพื่อทำเรื่องที่เขาเห็นว่าน่าบัดสี นั่นคือการทำบัตรประชาชนใบใหม่ เป็นการทำพร้อมกันทั่วประเทศ เพราะผลการประชุมคือมีรัฐบาลบริหารประเทศสองชุด รัฐบาลเก่ากับรัฐบาลปัจจุบัน แบ่งประชาชนเป็นสองฝ่าย แต่ละฝ่ายมีสิทธิ์เลือกเป็นประชาชนของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง โดยทุกคนยังอยู่บนแผ่นดิน เดียวกัน เป็นคนไทยเหมือนกัน ต่างกันที่รายได้และสวัสดิการต่างๆ ตามผลประกอบการของแต่ละรัฐบาลที่ตนสังกัด   เสมาจำได้ว่าตอนนั้นเขากับเพื่อนคนนี้ยังพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
   “ไอ้มา เอ็งทำบัตรสีเดียวกับข้าใช่ไหม มาช่องนี้เลยเพื่อน” เพื่อนสนิทจับข้อมือเขา ทำท่าดึงไปช่องทำบัตร ประชาชนสีหนัก เสมาค่อยๆแกะมือเพื่อนออกก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นน้ำตาคลอเบ้า
   “เปล่าว่ะ ข้าทำบัตรคนละสีกับเอ็ง” 

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 12, 2010, 00:51:57 »


ขอให้เป็นแค่เรื่องสั้น
ขอให้เป็นแค่จินตนาการ
ขออย่าให้เกิดขึ้นจริง
ขออย่าให้คนไทยมีบัตรประชาชนสองสี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หิรัญญิการ์
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,872



« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 12, 2010, 08:03:23 »








ขอพระบารมี...ปกป้องคุ้มครองชาวไทย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 21, 2010, 07:58:47 »


“เปาบุ้นจิ้นซินโดรม”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   ทันทีที่รัฐมนตรีหนุ่มใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปืนพกยิงเข้าขมับ เขาพบว่าวิญญาณของเขานั่งคุกเข่าอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นช้าๆ เหลียวมองไปมาด้วยความหวาดระแวง เพียงครู่เดียวก็บอกตัวเองว่าคุ้นตาสถานที่แห่งนี้ยิ่งนัก จำได้ว่าเคยมาเที่ยวชมเมื่อตอนมีชีวิต หลังทบทวนความทรงจำอยู่นานหลายอึดใจเขาจำได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือศาลไคฟงแห่งเมืองเจิงโจว ที่เขาเคยมาเยี่ยมชมสมัยเป็นนักศึกษา
   “เจ้าโกงกินบ้านเมือง เจ้าคิดหรือว่าการฆ่าตัวตายจะทำให้เจ้าพ้นผิด แต่ข้ามีภารกิจให้เจ้าทำ หากเจ้าทำสำเร็จ เจ้าจะได้ลดโทษถึงหนึ่งในสี่”
   อยู่ๆท่านเปาบุ้นจิ้นเทพเจ้าแห่งความยุติธรรมเจ้าของศาลไคฟงก็แสดงตัวแล้วกล่าวกับเขา จากนั้นทำให้เขามองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองของประเทศหนึ่ง เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมือง ด้วยเหตุผลทุจริตการเลือกตั้ง ส่งผลให้ประชาชนในประเทศนั้นที่นิยมพรรคการเมืองดังกล่าวไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พรรคการเมืองที่โดนยุบกลับมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อีก
   “เจ้าจงไปทำให้พวกเขาเคารพคำวินิจฉัยของตุลาการ และหยุดการชุมนุมเรียกร้อง ก่อนบานปลายเป็นสงครามกลางเมือง” ทันทีที่เปาบุ้นจิ้นกล่าวจบ ร่างของรมต.หนุ่มใหญ่หายวับไปกับตา 
   
   เพียงเสี้ยววินาที ผีรมต.จีนพบว่าตนกำลังลอยอยู่เหนือผู้ชุมนุมนับแสน เขามองลงไปที่คนเหล่านั้น ซึ่งดูราวกับฝูงมดแตกรังจับกลุ่มกันรอการตัดสินใจของนางพญา กลยุทธ์สลายการชุมนุมที่เขาคิดได้คือเข้าสิงผู้บริหารคนสำคัญ เพื่อตีรวนผู้บริหารคนอื่นๆจนถึงขั้นยกเลิกการชุมนุม แต่เขาพยายามอยู่หลายครั้งหลายคนก็ไม่สำเร็จ จึงลอยตัวอยู่ข้างเวที มองคณะผู้บริหารของพรรคการเมืองนี้ด้วยความนับถือ ทุกคนล้วนมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่สามารถเข้าสิงได้ง่ายๆ
   ทันใดนั้น หญิงอ้วนผิวคล้ำคนหนึ่งกวักมือเรียกเขา ผีรมต.รู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้มีประสาทสัมผัสพิเศษ จึงลอยตัวไปหยุดอยู่ตรงหน้า การสนทนาจึงเริ่มขึ้น
   ไม่นานนัก หลังรู้ว่าเขาเป็นใคร มาที่นี่เพื่ออะไร หญิงอ้วนกล่าว “ท่านรมต.ขา ท่านไม่ต้องกลับไปเมืองจีนแล้วนะคะ อยู่เมืองนี้เพื่อเป็นสมองให้พวกเราดีกว่าค่ะ บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ คนจีนมาเมืองนี้แล้วติดใจไม่ยอมกลับประเทศกันเยอะแยะ ที่นี่มีอาหารจีนให้ท่านเลือกกินไปจนตาย เอ๊ย จนเกิด ผีอาหมวยผีอาซ้อก็มีนะคะ มีทั้งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน หรือเอ๊าะกว่าท่าน หล่อๆอย่างท่านอยากมีกิ๊กสักกี่กิ๊กก็ทำได้ง่ายๆ ดิฉันรับรองค่ะ โดยแลกกับ สมองอันชาญฉลาดของท่าน ที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่พรรคการเมืองของเรา ท่านลองวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้สิคะ แล้วช่วยบอกหน่อยว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วดิฉันจะสร้างศาลเจ้าขนาดใหญ่ให้ท่านอยู่”
   ผีรมต.ลูบปากขณะตัดสินใจสิงสถิตย์ในเมืองนี้เพื่อเสวยสุขตามคำชวนของหญิงอ้วน สมองของเขาทำงานทันที บอกตัวให้ใช้กลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในเมื่อคนที่ส่งเขามาทำงานนี้คือเปาบุ้นจิ้น ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามความถูกต้อง เขาจึงฉวยโอกาสนำท่านมาใช้งาน
   “เจ้าจงไปบอกผู้บริหารของเจ้าให้ปราศรัยว่า ขณะนี้คนไทยกำลังเป็นโรคเปาบุ้นจิ้นซินโดรม โรคนี้เป็นโรคระบาดทางจิต อาการของโรคคือคลั่งความยุติธรรมจนขาดวิจารณญาณ ลืมคุณงามความดีที่พรรคการเมืองของเจ้าทำไว้ ข้ารับรองเลยว่า วันพรุ่งนี้คำว่าเปาบุ้นจิ้นซินโดรมพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ซึ่งเจ้ารู้ใช่ไหมว่ามันมีผลต่อความ คิดของประชาชนอย่างไร อย่างน้อยก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามพวกเจ้าลังเลต่อความคิดของตน อีกทั้งยังทำให้เกิดการเบี่ยงประเด็น ซึ่งเป็นผลดีต่อพรรคการเมืองของเจ้า”
   “เปาบุ้นจิ้นซินโดรม” หญิงอ้วนทวนคำแล้วดีดนิ้ว ทำตาโตก่อนกล่าว “เจ๋งเป้งเลยค่ะท่าน เจ๋งสุดๆเลยค่ะ ดิฉันจะรีบไปบอกท่านผู้บริหารเดี๋ยวนี้แหละ”
   กล่าวแล้วที่ปรึกษาพรรคการเมืองลุกยืนแล้วเดินไปหน้าเวทีอย่างคล่องแคล่ว

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 26, 2010, 15:26:50 »


“เสียงและกลิ่น”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   บ้านเก่าสองชั้นตั้งอยู่ริมถนนในบริเวณที่เรียกกันว่ากรุงเทพฯชั้นใน  ด้านหน้ามีที่ว่างห่างจากทางเท้าเกือบ ห้าเมตร ในขณะที่ทางเท้าหน้าบ้านกว้างไม่ถึงเมตร สร้างความไม่สะดวกให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่น้อย โดยเฉพาะ นักศึกษามหาวิทยาลัยครูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
   ด้านข้างของบ้านอยู่ติดรั้วข้างซอยใหญ่ราดยางมะตอย หากเงยหน้ามองจะเห็นต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ได้เกือบทั้งหลัง จัดเป็นบ้านในฝันของชาวเมืองหลวง ที่เจ้าของบ้านเองก็ภาคภูมิใจไม่น้อย แต่ก็ไม่มากพอออกรายการ โทรทัศน์ที่ติดต่อขอสัมภาษณ์มากมาย ทั้งเรื่องบ้านและเรื่องตัวเขา เพราะไม่อยากให้คนจำนวนมากเห็นสภาพผู้ป่วย อัมพาตของตน อีกทั้งไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเหตุร้ายที่ผ่านมา
   ศุภฤกษ์ตื่นนอนตามเสียงยวดยานพาหนะที่วิ่งกันขวักไขว่ตั้งแต่หกโมงเช้า ถือเป็นนาฬิกาปลุกที่แถมมากับ ความสะดวกสบายในการเดินทาง เขาหลับตาลงอีกครั้งเมื่อได้กลิ่นดอกประดู่ หลับตาเพื่อหนีภาพเพดานห้อง หนีไป ตามจินตนาการที่กลิ่นดอกไม้จะพาไป เป็นวิธี “รับอรุณ” ที่คนเป็นอัมพาตอย่างเขาทำได้โดยไม่พึ่งพาอาศัยใคร
   ไม่นานนักน้องสาวเคาะประตูแล้วค่อยๆก้าวเข้ามาพร้อมอุปกรณ์เช็ดตัว กลิ่นน้ำหอมที่ผสมในน้ำอุ่นโชยออก มา ศุภฤกษ์สูดดมตั้งแต่เริ่มจนจบด้วยความพอใจ จนกระทั่งผู้ปรนนิบัติกลับออกไปแล้วเข้ามาอีกครั้งพร้อมถาดอาหาร กลิ่นที่ตามมาคือกลิ่นข้าวสวย ผัดสะตอกุ้ง และ … โชคไม่แน่ใจว่าเป็นไข่เจียวหรือไข่เจียวหมูสับ 
   ชีวิตผู้ป่วยอัมพาตของศุภฤกษ์ทำให้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นและเสียง นอกจากกลิ่นดอกประดู่แล้ว เขายัง คุ้นเคยกับกลิ่นดอกไม้ต่างๆ และกลิ่นอาหารสารพัดชนิดที่เพื่อนฝูงนำมาเยี่ยมเยียน ของอร่อยต่างๆที่กระจายขายอยู่ทั่ว เมืองนั้น เขามีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสมากกว่าตอนปกติ
   นอกจากนี้ศุภฤกษ์ยังมีความสามารถในการสัมผัสกลิ่นอาย วันนี้เป็นวันที่เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอย่าง แรงของเมืองหลวง
   หลังตื่นนอนได้ไม่นาน เสียงการจราจรค่อยๆเบาลง ตรงกันข้ามกับทุกวันที่ดังขึ้นเรื่อยๆไปจนเย็นค่ำ
   แถวบ้านเขากำลังตกอยู่ในความเงียบ มันเกิดอะไรขึ้น … ศุภฤกษ์ถามตัวเองได้ไม่นานเขาก็ตกใจจนหัวใจ แทบหยุดเต้น
   “ตูม” เสียงระเบิดลูกแรกดังขึ้นไม่ไกล ศุภฤกษ์ถามตัวเองพร้อมคำนวณทิศทาง … เสียงยิงระเบิดที่ยังอยู่ใน ความทรงจำอันเลวร้าย ไม่น่าเชื่อว่ามันกลับมา กลับมาอยู่ใกล้บ้านเขา
   เพียงครู่เดียวศุภฤกษ์มั่นใจว่าเสียงปีศาจนั้นดังอยู่แถวๆสถานที่สำคัญใกล้บ้าน สถานที่ที่ตัวแทนคนไทยทั้งประเทศมาประชุมร่วมกัน … ศุภฤกษ์ย้ำกับตัวเองด้วยความหวั่นใจและหงุดหงิด รู้ดีว่าน้องสาวออกไปทำธุระนอกบ้าน จึงไม่มีใครเปิดโทรทัศน์ให้เขาดูข่าวติดตามสถานการณ์
   ถึงตอนนี้เขาเหมือนคนตาบอดที่รับรู้ได้เพียงเสียงและกลิ่น
   เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ศุภฤกษ์อธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เขาหายจากการเป็นอัมพาตใน ทันที อย่างน้อยก็ขอเพียงให้ขยับแขนและมือทั้งสองข้างได้ เพื่อยกขึ้นอุดหูอย่างรวดเร็ว เพราะในชีวิตที่เหลืออยู่ เขาไม่ อยากได้ยินเสียงนี้อีกแม้แต่ครั้งเดียว 
   ไม่นานนักเสียงตูมเปลี่ยนเป็นเสียงปืนดังรัว ยิ่งกว่านั้น มันดังใกล้เข้ามาทุกที ใกล้จนศุภฤกษ์รู้ดีว่ากำลังเกิด กลียุคบนถนนหน้าบ้านเขา
   เสียงปืนดังกระหน่ำราวชมภาพยนตร์สงคราม กลิ่นควันปืนลอยเข้ามาในห้อง ศุภฤกษ์นอนน้ำตาไหลอาบ สองแก้ม เขาอยากอุดจมูกด้วยรู้ดีว่ากลิ่นที่จะตามมาคือกลิ่นอะไร … กลิ่นคาวเลือด
   กลิ่นคาวเลือดของผู้บริสุทธิ์ กลิ่นที่เกิดจากปืนในมือของผู้ถืออาวุธ ยิงใส่คนมือเปล่าผู้มีเพียงความหวังดีต่อ บ้านเมือง กลิ่นที่เขาเคยสัมผัสตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังล้มลงเพราะกระสุนปืน มันอยู่ในความทรงจำของเขามาโดยตลอด ทั้งเสียงทั้งภาพ ทหารถือปืนยิงใส่ประชาชนมือเปล่า ร่างเหล่านั้นกระตุกไปตามแรงกระสุน ก่อนล้มลงหลั่งโลหิตอาบถนน เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในทุกอณูเนื้อของสมองและหัวใจ เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อน ที่ส่งผล ให้เขามีสภาพร่างกายเช่นในปัจจุบัน
   ไม่นานนัก กลิ่นคาวเลือดโชยขึ้นมาบนห้องศุภฤกษ์ตามคาด ถึงตอนนี้ เขาแทบร้องไห้เป็นสายเลือด ภาวนา ขออย่าให้มีผู้บริสุทธิ์คนใดโชคร้ายเป็นเช่นเขา มีสภาพร่างกายเช่นเขา
   ขณะอธิษฐาน ศุภฤกษ์ได้ยินเสียงปืนดังกระหน่ำขึ้นอีกครั้ง

- จบ -
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
deja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 10:12:22 »


“ม็อบม็อป”
โดย เดชา เวชชพิพัฒน์

   “สวัสดีครับทุกท่าน ผมในนามกรรมการผู้จัดการบริษัท ม็อบจัดให้ จำกัด ขอแสดงความยินดีต้อนรับ และขอขอบคุณทุกๆท่าน ที่กรุณาสละเวลามารับฟังสรุปย่อเกี่ยวกับการจัดม็อบของบริษัทเรา” ผู้บริหารชายวัยต้นสามสิบในชุดสากลกล่าวด้วยท่าทางน่าเชื่อถือ หลังเดินเข้ามาในห้องประชุมหรูหราทันสมัยพร้อมเอกสารปึกใหญ่ หยุดยืนที่หัวโต๊ะประชุมแล้วกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
   กล่าวต้อนรับผู้เข้าประชุมแล้ว เขามองผู้เชี่ยวชาญการจัดม็อบจำนวนสิบกว่ารายด้วยสายตาสุนัขจิ้งจอกก่อน สรุปย่อเพื่อให้โจทย์พวกเขาไปทำงาน จนกระทั่งถึงช่วงตอบคำถาม
   คำถามแรก โดยตัวแทนชมรมผู้ประกอบการแผ่นผีซีดีเถื่อน “ตามที่คุณอธิบายถึงตารางการจัดม็อบนั้น ไม่ทราบว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าใครได้จัดม็อบวันไหน”
   “เราดูตามความเหมาะสมของสถานการณ์บ้านเมืองครับ” 
   คำถามที่สอง โดยตัวแทนสมาคมผู้เรียกร้องสิทธิบัตรผลิตยาบ้า “ไม่ทราบว่าเงื่อนไขการชำระเงินขึ้น อยู่กับตารางการจัดม็อบด้วยหรือเปล่า ผมว่าคนจัดก่อนน่าจะได้เงินก่อน”
   “เราจะจ่ายเงินให้สองเดือนหลังวางใบแจ้งหนี้ครับ”
   คำถามที่สาม โดยตัวแทนสมัชชาผู้ลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าว “แล้วสถานที่จัดม็อบละครับ ในรายละเอียดกำหนดว่าทำเนียบรัฐบาล หรือที่อื่นๆอันเหมาะสม ผมว่าเรื่องนี้ต้องระบุให้ชัดนะครับว่าหมายถึงที่ไหน ถ้าให้ผมไปจัดม็อบบนภูกระดึงล่ะ ผมก็แย่สิครับ นักข่าวที่ไหนจะตามไปทำข่าว”
   “ผู้บริหารของเราคงไม่บ้าจี้ให้คุณไปจัดม็อบบนภูกระดึงหรอกครับ”
    คำถามที่สี่ โดยตัวแทนสโมสรผู้ประกอบการค้าขายอวัยวะ “ที่ระบุว่ามีการจัดอาหารและเครื่องดื่มให้ครบสามมื้อนั้น ผมขอทราบรายการอาหารว่ามีอะไรบ้าง อย่าลืมว่ากองทัพเดินด้วยท้องนะครับ แล้วก็ บอกตามตรงนะครับ พวกผมเบื่อไก่ผัดกะเพราราดข้าวเต็มที น่ามีพิซซา มีกระเพาะปลาน้ำแดง มีส้มตำไก่ย่างสลับกันไป”
   ทุกคนในห้องอมยิ้ม คนนำประชุมกล่าวไปยิ้มไป “ได้ครับ จัดให้ครับ”
   คำถามที่ห้า โดยตัวแทนสมาพันธ์ส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน “ตามข้อกำหนดที่บอกว่า ถ้าสามารถนำผู้มาชุมนุมได้เกินหนึ่งหมื่นคน จะจ่ายเงินให้เป็นพิเศษ ห้าพันคนแรกเพิ่มให้ร้อยละห้า ห้าพันคนต่อไปเพิ่มให้ร้อยสิบ และห้าพันคนต่อไปเพิ่มให้ร้อยละสิบห้า ถ้าผมหาคนมาชุมนุมได้เป็นแสนละครับ คุณมีปัญญาจ่ายเหรอ”
   “เรามีปัญญาจ่ายอย่างแน่นอนครับ ขอให้เกณฑ์คนถึงแสนก็แล้วกัน”
   คำถามที่หก โดยตัวแทนแนวร่วมกิจการฉกชิงวิ่งราวบนสะพานลอย “มีการรับรองไหมครับว่าจะมีนักข่าวมากี่ฉบับกี่ช่อง”
   คนโดนถามเกาหัวแกรกๆ “มีการชุมนุมที่ไหนก็มีสื่อมาเองแหละคุณ จะมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่พลังและการแสดงออกของพวกคุณ”
   คำถามที่เจ็ด โดยตัวแทนกลุ่มผู้สนับสนุนการประทุษร้ายเด็ก สตรี และคนชรา “ผมว่าบริษัทน่าให้เงินสำรองจ่ายแก่พวกเราสักร้อยละห้าสิบ”
   ทุกคนในที่ประชุมพยักหน้าพร้อมกัน ตัวแทนสมาคมผู้ประกอบการลักพาเด็กกล่าวสนับสนุน “งานใหญ่แบบนี้มีค่าใช้จ่ายมากมาย ที่สำคัญ ผมต้องจ่ายเงินค่าชุมนุมในวันงาน ประท้วงกี่วันก็คูณเข้าไปสิครับว่ามันเป็นเงินเท่าไร ถ้าไม่จ่ายก่อนร้อยละห้าสิบ พวกเราจะรวมหัวกันไม่ยื่นเสนอแผนการดำเนินงาน เห็นด้วยไหมพวกเรา”
   กรรมการผู้จัดการยิ้มแบบน้ำกรดแช่เย็น “ผมให้ได้ร้อยละยี่สิบ”
   
   หลังการประชุม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ม็อบจัดให้ จำกัด เดินถือเอกสารปึกเดิมออกไปจากห้องด้วยมาดของนักธุรกิจผู้มีความมั่นใจตนเองเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเขาสะดุดม็อปถูพื้นที่แม่บ้านวางพิงกำแพงไว้บนทางเดิน ล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ปากฟาดพื้นจนเลือดเปื้อนกระเบื้องสีขาวนวล คนดวงซวยรีบลุกยืนด้วยกลัวใครมาพบเห็น จากนั้นจึงแตะปากที่เจ็บราวโดนชก พอเห็นเลือดเปื้อนที่มือและที่พื้นจึงโวยลั่น
   “ใครวะ ใครจัดม็อบ เอ๊ย ใครเสือกเอาม็อปถูพื้นมาวางตรงนี้ หา ดูสิ ปากกูแตกฉิบหายหมดแล้ว มารายงานตัวกับกูเดี๋ยวนี้”

- จบ -

“ใต้ร่มพระบารมี” รวมเรื่องสั้นแบบ 1 เรื่อง 1 หน้า (A4) รวมเล่มเป็น e-book แล้วครับ
download ได้ที่ http://www.truebookstore.com/product/view/373
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal